ปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์หรือ Web Application ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปิด Code Editor แล้วเขียนโค้ดทุกบรรทัดด้วยตัวเองเสมอไป เพราะเครื่องมืออย่าง Google AI Studio สามารถเปลี่ยน Requirement ที่เราอธิบายด้วยภาษาธรรมดา ให้กลายเป็น Application ที่สามารถทดลองใช้งานได้
จุดที่น่าสนใจคือ AI Studio ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างหน้าเว็บไซต์ หรือ Prototype สำหรับดูตัวอย่างเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้สร้าง Web Application ที่มี Logic และเชื่อมต่อกับบริการ Backend อย่าง Firebase ได้
เมื่อ Application พร้อมแล้ว เรายังสามารถนำ Source Code ออกจาก AI Studio เป็นไฟล์ ZIP และนำไป Deploy ต่อด้วย Vercel เพื่อให้เว็บไซต์สามารถเปิดใช้งาน ผ่าน URL บนอินเทอร์เน็ตได้จริง
Google AI Studio ใช้สร้างเว็บได้อย่างไร
หลายคนอาจรู้จัก Google AI Studio ในฐานะพื้นที่สำหรับทดลอง Gemini หรือใช้เขียน Prompt แต่เมื่อนำมาใช้ในงานพัฒนา Application เราสามารถอธิบายสิ่งที่ต้องการสร้าง แล้วให้ AI ช่วยสร้างโครงสร้างของ Application ให้ได้
สิ่งสำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องเขียน Prompt ขนาดใหญ่ และพยายามคิดทุก Requirement ให้ครบตั้งแต่ครั้งแรก เพราะหลังจาก AI สร้าง Application แล้ว เรายังสามารถดู Preview ทดลองใช้งาน และสั่งให้ AI แก้ไขหรือเพิ่ม Feature ต่อไปได้
แทนที่จะคิดทุกอย่างให้ครบก่อนเริ่ม เราสามารถสร้าง → ทดสอบ → ปรับแก้ → ทดสอบใหม่ และพัฒนา Application ไปทีละรอบได้
ก่อนสร้างเว็บ มาทำความเข้าใจโครงสร้าง Web Application
แม้ AI จะช่วยสร้างระบบให้เราได้มากขึ้น แต่การเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของ Web Application จะช่วยให้เราเขียน Prompt ได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงตรวจสอบได้ว่า Application ที่ AI สร้างขึ้น ทำงานตรงตามที่ต้องการหรือไม่
Frontend
ส่วนที่ผู้ใช้งานมองเห็นและโต้ตอบด้วย เช่น Home, Product, Login, Cart, Profile และ Dashboard
Backend
Logic เบื้องหลัง เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้ การประมวลผลข้อมูล หรือการเชื่อมต่อบริการอื่น
Database
พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลระยะยาว เช่น User, Product, Order, Favorite และ Review
Authentication
ระบบสำหรับตรวจสอบตัวตนว่าผู้ใช้งานคือใคร เช่น Login ด้วย Email หรือ Google Account
สมมติว่าเป็นเว็บไซต์ E-commerce เมื่อผู้ใช้สั่งซื้อสินค้า ระบบไม่ได้เพียงเปลี่ยนหน้าจอ แต่ต้องรับข้อมูลคำสั่งซื้อ บันทึกข้อมูล และทำให้ Admin สามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาจัดการต่อได้
Firebase คืออะไร
Firebase คือแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนา Application ของ Google ซึ่งมีบริการหลายส่วนที่ช่วยลดความซับซ้อน ของการสร้างระบบ Backend
ตัวอย่างเช่น หากกำลังสร้าง E-commerce เราอาจต้องมีข้อมูลหลายประเภทที่ไม่ได้ต้องการให้หายไป เมื่อผู้ใช้ Refresh หน้าเว็บไซต์
เมื่อผู้ใช้ Login ระบบ Authentication จะช่วยให้ Application ทราบว่าผู้ใช้คนใดกำลังใช้งานอยู่ ขณะที่ Database ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่ Application ต้องนำกลับมาใช้งานภายหลัง
Google AI Studio ช่วยเชื่อม Firebase ได้อย่างไร
จุดที่ทำให้ Workflow นี้น่าสนใจคือ เราไม่จำเป็นต้องสร้างหน้าเว็บไซต์ให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มคิดเรื่อง Database
เราสามารถใส่ Requirement ของระบบหลังบ้าน ไปตั้งแต่ Prompt แรกได้เลย เช่น บอกว่าเว็บไซต์ต้องมี Feature อะไร ข้อมูลอะไรต้องถูกบันทึก และต้องการให้ระบบเชื่อมกับ Firebase
AI จึงสามารถช่วยสร้างหน้าเว็บไซต์ Logic และ Code ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมระบบ ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Application ตั้งแต่ต้นได้
ก่อนใช้งานจริงควรตรวจสอบ Firebase Security Rules, สิทธิ์ในการอ่านและแก้ไขข้อมูล, Authentication, Validation, Error Handling รวมถึง Quota และค่าใช้จ่าย ของบริการที่เลือกใช้งาน
เริ่มสร้าง Web Application ด้วย Google AI Studio
สมมติว่าเราต้องการสร้างเว็บไซต์ E-commerce สำหรับแบรนด์เครื่องสำอางชื่อ 360 Cosmetics
แทนที่จะเริ่มจากการขอให้ AI สร้างเพียงหน้า Home เราสามารถอธิบายภาพรวมของ Application รวมถึง Requirement ฝั่งระบบหลังบ้านตั้งแต่ Prompt แรกได้
Prompt นี้ไม่ได้สั่งเพียงให้ AI “สร้างหน้าเว็บไซต์” แต่กำหนด Requirement ของระบบในภาพรวม ตั้งแต่ User Interface ไปจนถึงระบบหลังบ้าน
หลังจากส่ง Prompt แล้ว เราสามารถดู Preview และทดลอง Feature ต่าง ๆ จากนั้นจึงค่อยปรับรายละเอียดเพิ่มเติม
ตัวอย่าง Prompt สำหรับปรับเว็บต่อ
ตรวจสอบ Firebase และระบบหลังบ้าน
เมื่อ Application ถูกสร้างขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าตรวจเพียงว่าหน้าเว็บดูสวยหรือไม่ แต่ต้องทดลองว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ทำงานจริงตามที่ต้องการหรือไม่
ทดลองสร้าง Account และ Login
ตรวจสอบว่าระบบสามารถระบุตัวผู้ใช้ และจัดการ Session ได้ตามที่ออกแบบไว้
ทดลองเพิ่มสินค้าใน Admin
เพิ่มสินค้าใหม่ แล้วกลับไปหน้า Product เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลใหม่ถูกนำมาแสดงจริง
ทดลอง Favorite และ Refresh
ตรวจสอบว่าข้อมูล Favorite ถูกบันทึก และไม่หายหลัง Refresh หน้าเว็บไซต์
ทดลองสร้าง Order
ตรวจสอบว่า Order ของลูกค้า สามารถปรากฏในหน้า Admin เพื่อจัดการต่อได้
ตรวจสอบสิทธิ์ Admin
Logout และทดลองเข้าหน้า Admin เพื่อดูว่าผู้ใช้ทั่วไปถูกจำกัดสิทธิ์ตามที่ต้องการหรือไม่
ก่อน Deploy ควรตรวจอะไรบ้าง
เมื่อเว็บไซต์และ Firebase เริ่มทำงานแล้ว ไม่ควรดูเฉพาะว่า Preview แสดงผลได้ แต่ควรตรวจองค์ประกอบที่มีผลต่อการใช้งานจริงด้วย
- Responsive บน Desktop, Tablet และ Mobile
- ระบบ Login และ Logout
- การเพิ่ม แก้ไข และลบข้อมูล
- การอ่านข้อมูลจาก Firestore
- สิทธิ์ระหว่าง User และ Admin
- Firebase Security Rules
- Error Handling ของ Feature สำคัญ
- API Key และ Secret
- Link และ Button ต่าง ๆ
- การ Refresh และเปิดหน้าเว็บไซต์ใหม่
หาก Application เรียกใช้บริการที่ต้องมี Secret หรือ API Key ควรตรวจสอบวิธีจัดเก็บให้เหมาะสม เช่น การใช้ Environment Variables แทนการเขียนค่าจริงไว้ตรง ๆ ใน Source Code
Download Source Code จาก Google AI Studio
เมื่อสร้างและทดสอบ Application จนพร้อมแล้ว เราสามารถนำ Source Code ออกจาก AI Studio เพื่อนำไปใช้งานบน Hosting ภายนอกได้
เปิดหน้า Preview ของ Project
ตรวจสอบให้เรียบร้อยว่าเป็น Project และเวอร์ชันที่ต้องการนำไป Deploy
ภายใน ZIP จะเป็นไฟล์ของ Project เช่น Source Code, Configuration และไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ Dependencies ตามโครงสร้างของ Application
Deploy ZIP ขึ้น Vercel
หลังจากได้ Source Code เป็น ZIP แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำ Application ไป Deploy เพื่อให้ผู้ใช้อื่นสามารถเปิดเว็บไซต์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้
สำหรับ Workflow นี้เราจะใช้ Vercel เป็น Platform สำหรับ Build และ Deploy Application โดยไม่จำเป็นต้องใช้ GitHub เป็นตัวกลางในขั้นตอนเริ่มต้น
เข้า Vercel
Login เข้า Account ที่ต้องการใช้สำหรับ Deploy Project
Deploy
Vercel จะนำ Source Code ไป Build และสร้าง Deployment สำหรับ Application
หลัง Deployment สำเร็จ เราจะได้ Public URL สำหรับเปิดเว็บไซต์ เช่น 360-cosmetics.vercel.app
Firebase อยู่ที่ไหนหลัง Deploy ขึ้น Vercel
จุดหนึ่งที่คนเริ่มต้นอาจสับสนคือ เมื่อ Download Source Code จาก AI Studio แล้วนำ Application ไป Deploy บน Vercel Firebase จะถูกย้ายไปอยู่บน Vercel ด้วยหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ เพราะ Firebase และ Vercel ทำหน้าที่คนละส่วนกัน
นี่คือรูปแบบที่พบได้บ่อยใน Modern Web Application ซึ่งแต่ละ Service ไม่จำเป็นต้องอยู่บน Platform เดียวกัน แต่สามารถทำงานร่วมกันผ่าน Application ได้
ถ้ากลับไปแก้เว็บภายหลัง ต้องทำอย่างไร
เนื่องจาก Workflow นี้ไม่ได้ใช้ GitHub การอัปเดตเว็บไซต์จะเป็นแบบ Export และ Deploy เวอร์ชันใหม่อีกครั้ง
ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพิ่มระบบ Coupon สามารถกลับไปที่ Google AI Studio แล้ว Prompt ว่า
หลังจาก AI แก้ไข Application แล้ว ให้ทดสอบ Feature ใหม่ใน Preview จากนั้น Download Source Code เป็น ZIP เวอร์ชันใหม่ และนำไป Deploy บน Vercel อีกครั้ง
สำหรับ Project เล็ก การทดลอง หรือเว็บไซต์ที่ไม่ได้อัปเดตบ่อย Workflow แบบ ZIP จะค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ถ้า Project เริ่มมีการแก้ไขหลายเวอร์ชัน มี Developer หลายคน หรือ Deploy บ่อย จึงค่อยพิจารณาใช้ Version Control อย่าง Git ในขั้นตอนต่อไปก็ได้
แล้วทำไมไม่ Deploy จาก Google AI Studio โดยตรง
Vercel ไม่ใช่เส้นทางเดียวสำหรับนำ Application ขึ้นใช้งาน เพราะ Google AI Studio ก็สามารถทำงานร่วมกับบริการใน Google Ecosystem ได้
ดังนั้นการเลือก Workflow ควรขึ้นอยู่กับลักษณะของ Project และบริการที่เราต้องการใช้
แนวทางที่ 1: Google Ecosystem
เหมาะกับ Project ที่ต้องการใช้บริการของ Google เป็นหลักและต้องการให้องค์ประกอบของระบบ อยู่ใน Ecosystem เดียวกัน
แนวทางที่ 2: Export แล้วใช้ Vercel
เหมาะกับคนที่ต้องการนำ Source Code ออกจาก AI Studio และใช้ Vercel เป็น Platform สำหรับ Deploy โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการ Setup GitHub หรือ CLI
สรุปหน้าที่ของแต่ละเครื่องมือ
จาก No-code สู่ AI-assisted Development
สิ่งที่น่าสนใจของ Workflow นี้ ไม่ใช่เพียงการที่ AI สามารถ “สร้างเว็บไซต์ให้เรา” แต่คือขั้นตอนที่เดิมต้องใช้ความรู้หลายส่วน เริ่มสามารถควบคุมผ่านภาษาธรรมชาติได้มากขึ้น
จากเดิม Developer อาจต้องเริ่มจากการสร้าง Project, เขียน Frontend, Setup Database, ตั้ง Authentication, เขียน CRUD, เชื่อม Backend และเตรียมระบบ Hosting ทีละขั้นตอน
วันนี้เราสามารถเริ่มจาก Requirement ของทั้งระบบ เช่น
แล้วให้ AI ช่วยสร้างโครงสร้างและ Code เบื้องต้น ก่อนที่เราจะตรวจสอบ ทดสอบ และนำ Application ไป Deploy
อย่างไรก็ตาม การที่ AI เขียน Code ได้ ไม่ได้หมายความว่าความรู้เรื่อง Web Development ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป
ตรงกันข้าม ยิ่ง AI สามารถสร้างระบบได้มาก การเข้าใจว่า Frontend, Backend, Database, Authentication, Security, API และ Deployment ทำงานอย่างไร จะยิ่งช่วยให้เราควบคุม และตรวจสอบ Application ได้ดีขึ้น
เมื่อใช้ Google AI Studio + Firebase + Vercel ร่วมกัน เราสามารถเริ่มจาก Prompt แรก ไปจนถึง Web Application ที่มีทั้งหน้าเว็บไซต์ ระบบสมาชิก ฐานข้อมูล ระบบหลังบ้าน และ URL สำหรับเปิดใช้งานจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเขียน Code ทุกอย่างด้วยตัวเอง
ChatGPT in Action
เรียนรู้การนำ ChatGPT และ AI ไปประยุกต์ใช้กับงานจริง ตั้งแต่การเขียน Prompt การสร้าง Workflow ไปจนถึงการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ดูรายละเอียดคอร์ส ↗



