รวมมาให้แล้ว 20 ตัวอย่างคำสั่งที่สามารถนำไปใช้ให้ Claude ช่วยงานจัดการโฆษณา Meta ได้ ครบทุกหมวด มีจังหวะเวลาการใช้งาน แนะนำให้เรียบร้อย
หมวด A: Daily Optimization (รายวัน)
1. Morning health-check แบบมีเกณฑ์ตัดสิน
"ทำหน้าที่เป็น Performance Marketer ตรวจบัญชี [ID] ข้อมูลเมื่อวาน เทียบค่าเฉลี่ย 7 วัน แล้วจัด campaign เป็น 3 กลุ่ม: 🟢 Scale (CPR ต่ำกว่าเฉลี่ย 20%+), 🟡 Watch (อยู่ในเกณฑ์ ±20%), 🔴 Fix (CPR สูงกว่าเฉลี่ย 30%+) ตอบเป็นตารางพร้อม action ที่แนะนำต่อกลุ่ม ห้ามสั่งปรับจริงจนกว่าผมยืนยัน"
- จังหวะ: ทุกเช้า 9:00 น. (Schedule Task)
- เหตุผล: บังคับให้ Claude ใช้เกณฑ์ตัวเลขชัดเจนแทนความรู้สึก → ได้ priority list ที่ลงมือได้ทันที ส่วน "ห้ามสั่งปรับจริง" คือ guardrail กันงบเสียหาย
2. Anomaly detection แบบกำหนด threshold
"เทียบ CPM และ CPR ของทุก campaign บัญชี [ID] ระหว่าง 3 วันล่าสุด กับ 3 วันก่อนหน้า รายงานเฉพาะตัวที่ขยับเกิน 25% พร้อมระบุว่าน่าจะมาจาก CPM (ต้นทุนประมูล) หรือ conversion rate (คุณภาพ) ที่เป็นต้นเหตุ"
- จังหวะ: ทุกเช้า + ทันทีหลังเปลี่ยนครีเอทีฟ
- เหตุผล: การแยก "CPM พุ่ง" vs "CVR ตก" ชี้ทางแก้คนละทาง (เปลี่ยน audience vs เปลี่ยน creative) — prompt นี้บังคับให้ diagnose ไม่ใช่แค่ report
3. Self-critique loop ก่อนปรับงบ
"เสนอแผนปรับงบบัญชี [ID] จากนั้นตรวจแผนตัวเองอีกรอบ: ตัวไหนข้อมูลน้อยเกินตัดสิน (spend < ฿500 หรือ < 50 results)? การ scale จะดัน CPR ขึ้นไหม? แก้แผนแล้วค่อยเสนอฉบับสุดท้าย"
- จังหวะ: ก่อนปรับงบทุกครั้ง
- เหตุผล: เทคนิค self-reflection ลด error จากการตัดสินบนข้อมูลน้อย (statistical significance) — ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้ scale ผิดตัว
หมวด B: Scaling & Budget (ขยายผล)
4. Scaling อิงงบรวมแบบมี constraint
"ผมมีงบเพิ่ม ฿2,000/วัน สำหรับบัญชี [ID] กระจายเข้า campaign ที่ CPR ต่ำสุดก่อน โดยห้ามเพิ่ม campaign ใดเกิน 30% ต่อรอบ (กัน learning reset) แสดงตารางจัดสรรพร้อมงบเดิม→ใหม่ และเหตุผลต่อตัว"
- จังหวะ: ต้นสัปดาห์ / เมื่อได้งบเพิ่ม
- เหตุผล: constraint "30% ต่อรอบ" สะท้อนพฤติกรรมจริงของ Meta delivery — เพิ่มกระชากทำให้ออกจาก learning phase แล้ว CPR เด้ง
5. Budget reallocation แบบ zero-sum
"งบรวมบัญชี [ID] ต้องคงที่ ดึงงบจาก campaign ที่ CPR สูงสุด 3 ตัว ไปเติม campaign ที่ CPR ต่ำสุด 3 ตัว ให้ผลรวมงบเท่าเดิม แสดง before/after และคำนวณ CPR เฉลี่ยรวมที่คาดว่าจะดีขึ้น"
- จังหวะ: ทุกสัปดาห์ (เมื่องบรวมถูกล็อก)
- เหตุผล: เหมาะกับลูกค้าที่งบ fixed — ปรับ efficiency โดยไม่ต้องขอเพิ่มงบ การให้ Claude คำนวณ CPR เฉลี่ยที่คาดหวังคือ measurable outcome
6. Day-parting จากข้อมูลรายชั่วโมง
"แยกผล campaign [ชื่อ] ตามชั่วโมง (hourly breakdown) 14 วันล่าสุด หาช่วงเวลาที่ CPR ต่ำสุดและสูงสุด แล้วเสนอตาราง day-parting ว่าควรยิงหนักช่วงไหน เบาช่วงไหน"
- จังหวะ: หลังรันสะสมพอ (14 วัน+)
- เหตุผล: ต้องมีข้อมูลสะสมก่อนถึงจะมีนัยสำคัญ — prompt ระบุ window ชัดเพื่อกัน Claude สรุปจากข้อมูลบาง
หมวด C: Creative & Testing (ครีเอทีฟ)
7. Creative fatigue early warning
"หา campaign บัญชี [ID] ที่มีสัญญาณ fatigue: frequency > 2.5 ร่วมกับ CTR ลดลงจากต้น campaign 20%+ จัดอันดับความเร่งด่วน พร้อมแนะว่าควรเปลี่ยนครีเอทีฟ หรือขยาย audience"
- จังหวะ: ทุก 3-4 วัน
- เหตุผล: ใช้ 2 สัญญาณร่วม (frequency + CTR drop) แม่นกว่าดูตัวเดียว — frequency สูงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัญหาถ้า CTR ยังดี
8. A/B test แบบคุมตัวแปรเดียว
"ออกแบบ A/B test สำหรับ campaign [ชื่อ] โดยเปลี่ยนเฉพาะ [creative / audience / placement] อย่างเดียว ที่เหลือคุมให้เหมือนกัน ระบุ metric ตัดสิน (cost per result) ขนาดงบที่พอให้มีนัยสำคัญ และกี่วันถึงจะสรุปได้"
- จังหวะ: เมื่อจะทดสอบสมมติฐานใหม่
- เหตุผล: หัวใจ A/B test คือ isolate ตัวแปรเดียว — prompt บังคับวินัยนี้ ป้องกันการเทสต์ที่สรุปอะไรไม่ได้
9. Ad copy เชื่อมกับ data
"ดึง campaign บัญชี [ID] ที่ CTR สูงสุด 3 ตัว วิเคราะห์ว่า hook/angle อะไรที่ได้ผล แล้วใช้ skill ad-copywriter เขียน copy ใหม่ 3 เวอร์ชันที่ต่อยอดจาก pattern ที่ชนะ"
- จังหวะ: รอบผลิตครีเอทีฟใหม่
- เหตุผล: chain "วิเคราะห์ data → สกัด pattern → เขียนใหม่" ทำให้ copy ใหม่อิงของจริงที่เวิร์ก ไม่ใช่เดา
หมวด D: Diagnostic & Audit (ตรวจสอบ)
10. Root-cause 5-Whys
"campaign [ชื่อ] CPR แพงขึ้น 40% สัปดาห์นี้ วิเคราะห์แบบ 5 Whys: ไล่จาก CPR → ดูว่า CPM ขึ้นหรือ CVR ลง → ถ้า CPM ขึ้นเพราะ frequency/audience แคบ/แข่งขันสูง? → สรุปต้นตอที่แท้จริงและทางแก้"
- จังหวะ: เมื่อเจอ KPI ผิดปกติ
- เหตุผล: บังคับสาวลึกถึงต้นเหตุแทนแก้ที่ปลายเหตุ — โครงสร้าง 5-Whys กัน Claude หยุดที่คำตอบผิวเผิน
11. Full account audit แบบ checklist
"ทำหน้าที่ auditor ตรวจบัญชี [ID] เทียบ checklist: (1) campaign ที่ attribution setting ไม่ตรงกันจนวัดผลไม่ได้ (2) ad set งบ < ฿100 ที่ไม่มีวันออกจาก learning (3) campaign ซ้อนทับ audience กันเอง (4) ตัวที่ใช้งบแต่ 0 result เกิน 3 วัน รายงานเป็นตารางพร้อมระดับความเสี่ยง"
- จังหวะ: ทุกสิ้นเดือน / ก่อนรับบัญชีใหม่
- เหตุผล: checklist ครอบปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดู KPI เฉย ๆ จะไม่เห็น (เช่น audience overlap, attribution พัง — ปัญหาที่เราเจอจริงในบัญชีนี้)
12. Change-impact correlation
"ดึง activity log บัญชี [ID] 14 วัน จับคู่การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง (ปรับงบ/เปลี่ยนครีเอทีฟ/แก้ audience) กับผล KPI ที่ตามมา 2-3 วันหลังจากนั้น สรุปว่าการแก้ไหนทำให้ดีขึ้น/แย่ลง"
- จังหวะ: ทุกสัปดาห์ / หลังปรับหลายอย่าง
- เหตุผล: เชื่อม "ทำอะไรไป" กับ "ผลเป็นยังไง" → เรียนรู้ว่าการกระทำไหนเวิร์ก สร้าง feedback loop ให้ทีม
หมวด E: Multi-Account & Reporting (หลายบัญชี & รายงาน)
13. Cross-account ranking
"เทียบ [5 บัญชี] ช่วงเดียวกัน จัดอันดับด้วย efficiency (CPR/ROAS) ไม่ใช่ยอดใช้จ่าย ชี้บัญชีที่ควรเทงบเพิ่มและบัญชีที่ควรทบทวน พร้อมเหตุผลตัวเลข"
- จังหวะ: รายสัปดาห์ (agency view)
- เหตุผล: จัดอันดับด้วย efficiency ไม่ใช่ขนาด → ตัดสินใจระดับ portfolio ว่าเงินควรไหลไปไหน
14. Client report สองภาษา-สองระดับ
"สรุปผลบัญชี [ID] สัปดาห์นี้ 2 ระดับ: (ก) Executive summary 3 บรรทัด ภาษาคนทั่วไป เน้นผลลัพธ์ธุรกิจ (ข) ภาคเทคนิคสำหรับทีม media พร้อม CPR/CPM/CTR และ next action ห้ามใช้ศัพท์เทคนิคในส่วน (ก)"
- จังหวะ: สิ้นสัปดาห์ ก่อนส่งลูกค้า
- เหตุผล: audience-aware output — ลูกค้าอยากรู้ "ได้อะไร" ทีมอยากรู้ "ตัวเลข" prompt เดียวได้ทั้งสอง
15. Pacing forecast
"campaign [ชื่อ] งบเดือน ฿X รันมาแล้ว Y วัน ใช้ไป Z คำนวณว่า ณ อัตรานี้จะใช้งบหมดเร็ว/ช้ากว่ากำหนดไหม ถ้าเกินจะเกินเท่าไร เสนองบรายวันที่ควรปรับเพื่อให้ลงพอดีสิ้นเดือน"
- จังหวะ: กลางเดือน + ทุกวันจันทร์
- เหตุผล: กัน 2 ปัญหา — งบหมดก่อนสิ้นเดือน (หายไปจากตลาด) หรือเหลือบาน (เสียโอกาส)
หมวด F: Strategic & Automation (กลยุทธ์)
16. Scenario planning 3 ทาง
"บัญชี [ID] เสนอ 3 สถานการณ์ปรับงบ: Conservative (ขยับ ±10% เน้นเสถียร), Balanced (±25%), Aggressive (scale winner หนัก ตัด loser เด็ดขาด) แต่ละแบบบอกผลที่คาดหวังและความเสี่ยง ให้ผมเลือก"
- จังหวะ: วางแผนต้นเดือน / ก่อนแคมเปญใหญ่
- เหตุผล: ให้ทางเลือกพร้อม trade-off แทนคำตอบเดียว → ผู้ตัดสินใจเลือกตาม risk appetite
17. Pre-mortem ก่อน scale
"ก่อนเพิ่มงบ campaign [ชื่อ] เป็น 2 เท่า สมมติว่าผ่านไป 1 สัปดาห์แล้วล้มเหลว ไล่เหตุที่เป็นไปได้ (audience saturation / CPM ขึ้น / creative ล้า) แล้วเสนอวิธีกันแต่ละข้อล่วงหน้า"
- จังหวะ: ก่อน scale ก้อนใหญ่
- เหตุผล: เทคนิค pre-mortem — คิดถึงความล้มเหลวก่อนลงมือ ช่วยตั้ง guardrail ไว้ก่อน เช่น ตั้ง alert frequency
18. Conditional rule (ถ้า-แล้ว)
"ตรวจบัญชี [ID] แล้วใช้กฎนี้: ถ้า campaign ใด CPR < ฿50 และ spend > ฿1,000 → เสนอเพิ่มงบ 20%; ถ้า CPR > ฿120 และ spend > ฿800 → เสนอลด 50%; ถ้า 0 result + spend > ฿500 → เสนอ pause แสดงเฉพาะตัวที่เข้าเงื่อนไข รอผมยืนยันก่อนทำ"
- จังหวะ: Schedule รายวัน
- เหตุผล: เข้ารหัส decision logic เป็นกฎชัดเจน → ผลคงเส้นคงวาทุกวัน ลด subjectivity เหมาะทำเป็น automation
19. Weekly retrospective + เรียนรู้
"สรุปบัญชี [ID] สัปดาห์นี้: อะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก เทียบกับการตัดสินใจที่เราทำไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วสกัด 3 บทเรียนไปใช้สัปดาห์หน้า"
- จังหวะ: ทุกศุกร์เย็น
- เหตุผล: สร้าง learning loop — เชื่อมการตัดสินใจเก่ากับผลจริง ทำให้ทีมเก่งขึ้นเป็นระบบ ไม่ใช่ลองผิดลองถูกซ้ำ
20. Master orchestration (chain เต็ม)
"รัน workflow บัญชี [ID] ตามลำดับ: 1) health-check จัดกลุ่ม 🟢🟡🔴 2) เจาะ root-cause ตัว 🔴 3) เสนอแผนปรับงบพร้อม self-critique 4) ร่างแผนปรับเป็นตาราง before/after รอผมเคาะ 5) หลังผมยืนยัน ปรับจริงแล้ว activate กลับทุกตัว 6) สรุปผลที่ทำ หยุดรอยืนยันที่ขั้น 4 เสมอ"
- จังหวะ: รอบ optimization ใหญ่ (สัปดาห์ละครั้ง)
- เหตุผล: ร้อยทุกเทคนิคเป็น pipeline เดียว มี human-in-the-loop ที่ขั้นวิกฤต (ก่อนใช้เงินจริง) — นี่คือ prompt ระดับ orchestration ที่ใช้จริงในงาน agency
หลักการ prompt engineering ที่ใช้ตลอด 20 คำสั่ง:
- Role + เกณฑ์ตัวเลข แทนคำสั่งลอย ("CPR สูงกว่าเฉลี่ย 30%" ไม่ใช่ "ตัวที่แย่")
- Constraint = guardrail ("ห้ามเกิน 30%", "รอยืนยัน") กันความเสียหายจริง
- Output format กำหนดชัด (ตาราง / 3 กลุ่ม / 2 ระดับ) ได้ผลเอาไปใช้ต่อทันที
- Chain & self-critique สำหรับงานเสี่ยง ลด error
- Human-in-the-loop ทุกจุดที่กระทบเงิน