Skill360 Logo
Login
AI Claude Code

รวมคำสั่ง Claude Code ฉบับพร้อมใช้

Skill360 Team
24 มิถุนายน 2569
49 ครั้ง
รวมคำสั่ง Claude Code ฉบับพร้อมใช้

Claude Code ไม่ได้มีเพียงคำสั่ง claude สำหรับเปิดโปรแกรม แต่มีคำสั่งหลายกลุ่มที่ช่วยให้เราควบคุม Session จัดการ Context ตรวจสอบโค้ด ย้อนกลับงาน แบ่งงานแบบขนาน เชื่อม MCP และนำ Claude Code ไปใช้ใน Script หรือระบบ Automation ได้

ปัญหาของผู้เริ่มต้นคือมักจำคำสั่งทั้งหมดรวมกัน จนสับสนว่าคำสั่งใดต้องพิมพ์ใน Terminal และคำสั่งใดต้องพิมพ์หลังจากเปิด Claude Code แล้ว

หลักง่าย ๆ คือ Claude Code มีคำสั่งอยู่สองโลก

คำสั่ง Terminal
เริ่มต้นด้วย claude

คำสั่งภายใน Session
เริ่มต้นด้วย /

ตัวอย่างเช่น

claude --model sonnet

คำสั่งนี้ต้องใช้ใน Terminal ก่อนเปิด Session

ส่วน

/model

ใช้หลังจากเปิด Claude Code แล้ว

เมื่อเข้าใจความแตกต่างนี้ การเรียนรู้คำสั่งอื่นจะง่ายขึ้นมาก

คำสั่ง Terminal สำหรับเริ่มต้น Claude Code

claude

คำสั่งพื้นฐานที่สุด ใช้เปิด Claude Code แบบ Interactive ภายในโฟลเดอร์ปัจจุบัน

claude

Claude จะมองโฟลเดอร์ที่เราอยู่เป็น Working Directory หลัก และสามารถอ่านหรือแก้ไขไฟล์ภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต

แนวทางใช้งานทั่วไปคือเข้าไปยังโฟลเดอร์โปรเจกต์ก่อน

cd my-project
claude

ควรตรวจสอบโฟลเดอร์ก่อนเปิดทุกครั้ง เพราะการเปิดจากคนละตำแหน่งมีผลต่อไฟล์ที่ Claude มองเห็น การค้นหา CLAUDE.md และประวัติ Session ที่สามารถ Resume ได้

claude "คำสั่งเริ่มต้น"

เราสามารถเปิด Claude Code พร้อมมอบหมายงานแรกได้ทันที

claude "วิเคราะห์โครงสร้างโปรเจกต์นี้และอธิบายวิธีรันระบบ"

Claude จะเปิด Interactive Session และเริ่มทำงานจาก Prompt ที่ส่งเข้าไป

เหมาะกับกรณีที่รู้เป้าหมายอยู่แล้วและไม่ต้องการเปิดโปรแกรมก่อนแล้วค่อยพิมพ์คำสั่งอีกครั้ง

claude -p "คำสั่ง"

-p หรือ --print ใช้รัน Claude Code แบบไม่เข้าสู่หน้าสนทนา Interactive

claude -p "สรุปโครงสร้างโปรเจกต์นี้"

Claude จะรับคำสั่ง ประมวลผล แสดงผลลัพธ์ แล้วจบ Process

รูปแบบนี้เหมาะกับ

  • Shell Script
  • CI/CD
  • Automation
  • Batch Processing
  • การนำผลลัพธ์ไปส่งต่อให้โปรแกรมอื่น
  • งานที่ต้องการคำตอบครั้งเดียวแล้วจบ

ตัวอย่างการตรวจสอบไฟล์ใน Script

claude -p "ตรวจสอบโค้ดที่เปลี่ยนแปลงและสรุปความเสี่ยง"

ถ้าต้องการผลลัพธ์เป็น JSON สามารถใช้

claude -p "สรุปโปรเจกต์นี้" --output-format json

ส่งข้อมูลผ่าน Pipe

Claude Code สามารถรับข้อมูลจากคำสั่งอื่นผ่าน Pipe ได้

cat error.log | claude -p "วิเคราะห์สาเหตุของ Error นี้"

อีกตัวอย่างหนึ่งคือส่ง Git Diff ให้ Claude ตรวจสอบ

git diff | claude -p "ตรวจสอบ Diff นี้และระบุ Bug ที่อาจเกิดขึ้น"

วิธีนี้เหมาะกับ Log ข้อมูลจากคำสั่ง หรือเนื้อหาที่ไม่ต้องการสร้างเป็นไฟล์ใหม่

ต้องระวังไม่ส่ง Secret, Token, Password หรือข้อมูลลูกค้าที่ไม่ควรถูกประมวลผลเข้าไปโดยไม่ตรวจสอบก่อน

คำสั่งสำหรับกลับมาทำงานใน Session เดิม

claude -c

-c หรือ --continue ใช้เปิดบทสนทนาล่าสุดของ Working Directory ปัจจุบัน

claude -c

เหมาะกับกรณีที่เพิ่งปิด Terminal หรือออกจาก Claude Code แล้วต้องการทำงานเดิมต่อ

สามารถส่งคำสั่งต่อไปพร้อมกันได้

claude -c "ทำงานต่อจากแผนเดิมและรัน Test ที่เกี่ยวข้อง"

ข้อควรเข้าใจคือ -c เลือก Session ล่าสุดในบริบทของ Directory ปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึง Session ล่าสุดจากทุกโปรเจกต์ในเครื่อง

claude -r

-r หรือ --resume ใช้เลือกหรือเปิด Session ที่ระบุ

claude -r

หากไม่ระบุชื่อ Claude Code จะเปิดตัวเลือก Session

หากตั้งชื่อ Session ไว้แล้ว สามารถเปิดโดยชื่อได้

claude -r "feature-auth"

สามารถ Resume พร้อมส่งคำสั่งใหม่ได้ด้วย

claude -r "feature-auth" "ตรวจสอบสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จและทำต่อ"

หลักการจำง่าย ๆ คือ

-c
กลับไป Session ล่าสุดอย่างรวดเร็ว

-r
เลือก Session หรือเปิด Session ที่ระบุชื่อ

claude -n "ชื่อ Session"

ใช้ตั้งชื่อ Session ตั้งแต่เริ่มต้น

claude -n "payment-refactor"

การตั้งชื่อช่วยมากเมื่อทำหลายฟีเจอร์พร้อมกัน เพราะชื่อจะปรากฏในรายการ Resume และบริเวณ Terminal Title

ชื่อที่ดีควรสะท้อนงาน เช่น

fix-login-timeout
add-payment-test
review-auth-security
refactor-order-service

หลีกเลี่ยงชื่อกว้างเกินไป เช่น work, test หรือ new-session เพราะภายหลังจะแยกไม่ออกว่า Session ใดทำเรื่องอะไร

เลือก Model และระดับการคิด

claude --model

ใช้เลือก Model ก่อนเปิด Session

claude --model sonnet

หรือ

claude --model opus

Claude Code รองรับ Model Alias และชื่อ Model แบบเต็มตาม Provider ที่ใช้งาน

คำสั่งนี้เปลี่ยนเฉพาะ Session ที่กำลังเปิด หากต้องการเปลี่ยนระหว่างทำงานสามารถใช้ /model

claude --effort

ใช้กำหนดระดับ Effort สำหรับ Session ปัจจุบัน

claude --effort high

ระดับที่รองรับขึ้นอยู่กับ Model และเวอร์ชัน Claude Code

แนวทางทั่วไปคือใช้ Effort ต่ำหรือปานกลางกับงานง่าย เช่น อธิบายไฟล์หรือแก้ข้อความ และใช้ Effort สูงกับงานที่ต้องวิเคราะห์ Architecture, Debug ปัญหาซับซ้อน หรือ Review การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่

อย่าตั้งระดับสูงสุดกับทุกงานโดยอัตโนมัติ เพราะอาจใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญในงานง่าย

เริ่มด้วย Plan Mode ก่อนให้แก้ไฟล์

claude --permission-mode plan

เปิด Claude Code ใน Plan Mode

claude --permission-mode plan

ใน Mode นี้ Claude สามารถสำรวจโปรเจกต์ อ่านไฟล์ และวิเคราะห์แนวทาง แต่ยังไม่แก้ Source Code จนกว่าจะได้รับอนุมัติ

เหมาะกับ

  • งานที่กระทบหลาย Module
  • การเปลี่ยน Architecture
  • Database Migration
  • Refactoring ขนาดใหญ่
  • งานที่ยังไม่แน่ใจขอบเขต
  • โปรเจกต์ที่เพิ่งให้ Claude เข้ามาทำครั้งแรก

ตัวอย่าง

claude --permission-mode plan \
  "วิเคราะห์วิธีแยก Payment Module ออกจาก Monolith และเสนอแผนก่อนแก้ไฟล์"

ระหว่างอยู่ใน Session สามารถสลับ Permission Mode ด้วย Shift+Tab ได้เช่นกัน

เปิด Session แยกด้วย Git Worktree

claude -w

-w หรือ --worktree ใช้เปิด Claude Code ใน Git Worktree แยก

claude -w feature-auth

Claude Code จะสร้าง Working Directory แยกประมาณนี้

.claude/worktrees/feature-auth

เหมาะกับการเปิดหลาย Session พร้อมกันโดยไม่ให้แต่ละ Session แก้ไฟล์ใน Working Directory เดียวกัน

ตัวอย่าง

claude -w feature-auth
claude -w fix-checkout
claude -w add-api-tests

แต่ละ Session สามารถทำงานบน Branch และ Working Directory ของตัวเอง แล้วจึง Review และ Merge ภายหลัง

Worktree ช่วยป้องกันการเขียนไฟล์ทับกันระหว่างทำงาน แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มี Merge Conflict ถ้าหลาย Branch แก้โค้ดส่วนเดียวกัน

ใช้ Worktree พร้อม tmux

หากเครื่องมี tmux และต้องการเปิด Session ใน Workspace ที่จัดการแยก สามารถใช้

claude -w feature-auth --tmux

--tmux ต้องใช้ร่วมกับ --worktree

ให้ Claude เข้าถึงโฟลเดอร์เพิ่มเติม

claude --add-dir

โดยปกติ Claude ทำงานจาก Directory หลัก แต่เราสามารถเพิ่ม Directory อื่นให้เข้าถึงได้

claude --add-dir ../shared-library

เพิ่มได้หลายตำแหน่ง

claude --add-dir ../frontend ../backend ../shared

เหมาะกับโปรเจกต์ที่แยกหลาย Repository หรือมี Shared Library อยู่ข้างนอก Working Directory

การเพิ่ม Directory หมายถึงการให้ Claude เข้าถึงไฟล์ในตำแหน่งนั้น จึงควรเพิ่มเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็น

นอกจากนี้ Configuration ภายใน .claude/ ของ Directory ที่เพิ่มเข้ามาอาจไม่ได้ถูกค้นพบและโหลดเหมือน Directory หลักโดยอัตโนมัติ

เปิด Session ทำงานเบื้องหลัง

claude --bg

ใช้เริ่ม Session เป็น Background Agent

claude --bg "ตรวจสอบสาเหตุที่ Integration Test ทำงานไม่สม่ำเสมอ"

คำสั่งจะคืน Session ID และปล่อย Terminal ให้เราใช้ทำอย่างอื่นต่อได้

เหมาะกับงานที่ใช้เวลานาน เช่น

  • วิเคราะห์ Test ล้มเหลว
  • สำรวจ Codebase
  • รันงานตรวจสอบขนาดใหญ่
  • สร้างรายงาน
  • ทำงานอิสระที่ไม่ต้องถามผู้ใช้บ่อย

claude agents

ใช้เปิดหน้าจัดการ Background Sessions และ Agent ที่ทำงานแบบขนาน

claude agents

ถ้าต้องการผลลัพธ์เป็น JSON สำหรับ Script

claude agents --json

claude attach <id>

เชื่อมกลับเข้า Background Session

claude attach 7c5dcf5d

claude logs <id>

ดู Output ล่าสุดของ Background Session

claude logs 7c5dcf5d

claude stop <id>

หยุด Background Session

claude stop 7c5dcf5d

ควรตรวจสอบ Session ID ก่อนหยุด โดยเฉพาะเมื่อมีหลายงานกำลังทำพร้อมกัน

คำสั่งดูเวอร์ชัน อัปเดต และตรวจสอบบัญชี

ดูเวอร์ชัน

claude -v

ควรตรวจสอบเวอร์ชันเมื่อพบว่าคำสั่งในเอกสารไม่ปรากฏหรือทำงานไม่เหมือนตัวอย่าง เพราะ Claude Code มีการเพิ่มและปรับคำสั่งค่อนข้างบ่อย

อัปเดต Claude Code

claude update

ตรวจสอบสถานะการเข้าสู่ระบบ

claude auth status

ถ้าต้องการผลลัพธ์อ่านง่าย

claude auth status --text

เข้าสู่ระบบ

claude auth login

ออกจากระบบ

claude auth logout

คำสั่ง Slash ที่ควรรู้ภายใน Claude Code

หลังเปิด Claude Code แล้ว คำสั่งควบคุมระบบส่วนใหญ่เริ่มด้วย /

เราสามารถพิมพ์เพียง

/

เพื่อดูคำสั่ง Skills, Plugins และ Commands ที่มีอยู่ใน Environment ปัจจุบัน

คำสั่งบางตัวอาจไม่ปรากฏ เพราะขึ้นอยู่กับ Plan, Platform, Version และการเชื่อมต่อที่ติดตั้งไว้

คำสั่งเริ่มต้นและขอความช่วยเหลือ

/help

แสดงความช่วยเหลือและคำสั่งที่มีอยู่

/help

คำสั่งนี้ควรเป็นจุดแรกเมื่อเห็นตัวอย่างคำสั่งจากอินเทอร์เน็ต แต่เครื่องของเราใช้งานไม่ได้ เพราะรายการจริงใน Session ปัจจุบันเชื่อถือได้มากกว่ารายการจากบทความเก่า

/powerup

เปิดบทเรียนแบบ Interactive เพื่อแนะนำความสามารถของ Claude Code

/powerup

เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ไม่ได้ติดตามฟีเจอร์ใหม่เป็นประจำ

/init

ให้ Claude วิเคราะห์โปรเจกต์และสร้างไฟล์ CLAUDE.md เริ่มต้น

/init

ไฟล์นี้ใช้บันทึกคำสั่ง Build, Test, Coding Convention และกติกาที่ต้องการให้ Claude รับรู้ใน Session ต่าง ๆ

หลังรัน /init ต้องตรวจสอบและปรับไฟล์เอง ไม่ควรถือว่าข้อมูลที่ Claude สร้างขึ้นถูกต้องครบถ้วนทั้งหมด

/memory

ใช้จัดการไฟล์ Memory เช่น CLAUDE.md รวมถึงการตั้งค่า Auto-memory และดูข้อมูล Memory ที่เกี่ยวข้อง

/memory

เหมาะกับการตรวจสอบว่าเราเก็บกติกาของโปรเจกต์ไว้อย่างไร และต้องการแก้ไขไฟล์คำแนะนำใด

คำสั่งวางแผนและควบคุม Permission

/plan

เข้าสู่ Plan Mode จากภายใน Session

/plan

สามารถส่งงานพร้อมกันได้

/plan แยกระบบ Authentication ออกจาก User Service

Claude จะสำรวจและเสนอแผนก่อนแก้ไขไฟล์

/permissions

เปิดหน้าจัดการ Permission

/permissions

สามารถตรวจสอบกฎในกลุ่ม

  • Allow
  • Ask
  • Deny
  • Working directories

ควรใช้คำสั่งนี้เมื่อ Claude ถาม Permission ซ้ำบ่อย หรือเมื่อต้องการจำกัดคำสั่งที่ไม่ควรถูกเรียก

อย่าแก้ปัญหา Permission Prompt ด้วยการอนุญาตทุกอย่าง เพราะ Permission เป็นชั้นควบคุมความเสี่ยงที่สำคัญ

คำสั่งเลือก Model และการตั้งค่า

/model

เปิดตัวเลือก Model หรือเปลี่ยน Model ระหว่าง Session

/model

บาง Model สามารถปรับ Effort ในหน้าตัวเลือกเดียวกันได้

/effort

กำหนดระดับ Effort

/effort high

หรือเปิดตัวเลือก

/effort

/config

เปิดหน้าตั้งค่า Claude Code

/config

สามารถปรับเรื่องต่าง ๆ เช่น Model, Theme, Output Style และพฤติกรรมของ Interface

ในเวอร์ชันที่รองรับ สามารถกำหนดค่าบางอย่างโดยตรง เช่น

/config theme=dark

หากต้องการดู Key ที่ตั้งค่าได้

/config --help

/status

ดูสถานะของ Claude Code เช่น Version, Model, Account และ Connectivity

/status

คำสั่งนี้เหมาะกับการตรวจสอบสภาพแวดล้อมก่อนเริ่ม Debug

คำสั่งจัดการ Context

Context เป็นทรัพยากรสำคัญของ Claude Code เพราะเมื่อบทสนทนายาวขึ้น Claude ต้องแบกรับ Prompt, ผลการอ่านไฟล์, Output จากคำสั่ง และประวัติการตัดสินใจจำนวนมาก

/context

แสดงการใช้ Context ปัจจุบัน

/context

หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม

/context all

ใช้ตรวจสอบว่าอะไรใช้พื้นที่ Context มาก เช่น Tool Output, Memory File หรือประวัติการสนทนา

/compact

สรุป Context ที่ผ่านมาให้สั้นลง โดยยังทำงานใน Conversation เดิม

/compact

สามารถระบุสิ่งที่ต้องรักษาไว้ใน Summary

/compact รักษารายละเอียด Architecture การตัดสินใจ และงานที่ยังไม่เสร็จ

ควรใช้เมื่อ Session ยาว แต่ยังต้องการทำงานเดิมต่อ

/clear

เริ่ม Conversation ใหม่ด้วย Context ว่าง

/clear

สามารถตั้งชื่อ Session เดิมก่อนเริ่มใหม่

/clear completed-auth-feature

Conversation เดิมไม่ได้ถูกลบ และยังกลับมาได้ผ่าน /resume

ความแตกต่างสำคัญคือ

/compact
สรุปและทำงานต่อใน Conversation เดิม

/clear
เริ่ม Conversation ใหม่โดยไม่มี Context เดิม

ไม่ควรใช้ /compact เพียงเพื่อเปลี่ยนไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะ Summary ของงานเก่ายังอยู่และอาจสร้าง Context ที่ไม่จำเป็น

/btw

ใช้ถามคำถามสั้น ๆ ที่ไม่ต้องการให้เพิ่มเข้า Conversation หลัก

/btw ไฟล์นี้ใช้ Library อะไรสำหรับ Validation

เหมาะกับคำถามข้างทางที่ต้องการคำตอบเร็ว แต่ไม่อยากให้เรื่องนั้นรบกวน Context หลัก

คำสั่งจัดการ Session

/rename

ตั้งหรือเปลี่ยนชื่อ Session ปัจจุบัน

/rename feature-auth

ควรตั้งชื่อทันทีเมื่อเห็นว่างานจะใช้เวลาหลายรอบหรือจำเป็นต้องกลับมาทำภายหลัง

/resume

เปิด Session Picker หรือ Resume Session ที่ระบุ

/resume

หรือ

/resume feature-auth

/branch

สร้างแขนงของ Conversation ปัจจุบัน เพื่อทดลองแนวทางใหม่โดยไม่ทำให้ต้นฉบับหาย

/branch alternative-auth-design

ข้อควรระวังคือ /branch ในที่นี้หมายถึง Branch ของบทสนทนา ไม่ใช่ Git Branch

หากต้องการแยก Git Working Directory ให้ใช้ claude -w

/fork

ส่งงานข้างเคียงให้ Background Subagent ที่ได้รับ Context จากบทสนทนาปัจจุบัน ขณะที่ Session หลักยังทำงานต่อได้

/fork ตรวจสอบว่าโค้ดส่วน Authentication มีช่องโหว่หรือไม่

แตกต่างจาก /branch ตรงที่ /branch จะพาเราเข้าไปอยู่ในสำเนา Conversation ส่วน /fork ส่งงานให้ Subagent แล้วเรายังคงอยู่ใน Session เดิม

/export

ส่งออกบทสนทนาปัจจุบันเป็น Plain Text

/export

หรือระบุชื่อไฟล์

/export auth-session.txt

เหมาะกับการเก็บรายงาน การตัดสินใจ และประวัติการแก้ปัญหาไว้เป็นเอกสาร

คำสั่งดูและตรวจสอบสิ่งที่ Claude แก้

/diff

เปิดหน้าดู Diff ของไฟล์ที่ยังไม่ได้ Commit

/diff

สามารถดูทั้ง Git Diff ปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงแยกตามรอบที่ Claude ทำงาน

ควรใช้ก่อน Commit ทุกครั้ง โดยเฉพาะงานที่ Claude แก้หลายไฟล์ เพราะ Summary ที่ Claude รายงานอาจไม่ครอบคลุมทุกรายละเอียดของ Diff

/code-review

ตรวจสอบ Code Change ปัจจุบันเพื่อหา Bug และโอกาสปรับปรุง

/code-review

สามารถกำหนดระดับ Effort ตามเวอร์ชันและ Model ที่รองรับ

/code-review high

ถ้าต้องการให้แก้ Findings ที่พบ

/code-review --fix

การใช้ --fix หมายถึง Claude สามารถแก้ Working Tree เพิ่ม จึงควรตรวจ /diff อีกครั้งหลังจบ

/security-review

ตรวจสอบ Pending Changes ด้าน Security

/security-review

ใช้ค้นหาความเสี่ยง เช่น Injection, Authentication, Authorization และ Data Exposure

คำสั่งนี้เป็นตัวช่วย Review ไม่ใช่การรับรองว่าโค้ดปลอดภัยทั้งหมด ระบบสำคัญยังต้องมี Security Test และการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญตามระดับความเสี่ยง

/simplify

ตรวจสอบโค้ดที่เปลี่ยนแปลงเพื่อหาจุดที่ซ้ำซ้อน ซับซ้อน หรือสามารถนำของเดิมกลับมาใช้ได้ แล้วประยุกต์การแก้ไข

/simplify

สามารถระบุเป้าหมายได้

/simplify src/services/payment

/simplify เน้น Cleanup และคุณภาพโครงสร้าง ไม่ได้แทน /code-review ที่เน้นค้นหา Correctness Bug

/review

ใช้ Review GitHub Pull Request

/review

หรือ

/review 123

หากไม่ระบุ PR ระบบสามารถแสดงรายการให้เลือกตาม Environment ที่รองรับ

คำสั่งย้อนกลับการเปลี่ยนแปลง

/rewind

เปิด Checkpoint เพื่อย้อน Conversation หรือ Code ไปยังจุดก่อนหน้า

/rewind

มี Alias เช่น

/undo

และ

/checkpoint

เหมาะกับกรณีที่

  • Claude เปลี่ยนแนวทางผิด
  • การแก้ไขรอบล่าสุดทำให้ระบบเสีย
  • ต้องการทดลองอีกวิธีหนึ่ง
  • ต้องการสรุปบทสนทนาจากจุดที่เลือก

ก่อนใช้ควรอ่านตัวเลือกให้ชัดว่าเรากำลังย้อนเฉพาะ Conversation, Code หรือทั้งสองส่วน

Checkpoint ไม่ควรถูกใช้แทน Git Commit การ Commit เป็นระยะยังเป็นระบบควบคุมเวอร์ชันหลักที่ควรมีเสมอ

คำสั่งจัดการงานเบื้องหลังและ Agent

/tasks

ดูสิ่งที่กำลังทำงานเบื้องหลังใน Session ปัจจุบัน

/tasks

ใช้ติดตาม Background Bash Commands, Subagents และงานที่ถูกแยกออกไป

/background

เปลี่ยน Session ปัจจุบันให้ทำงานเป็น Background Agent และคืน Terminal ให้เรา

/background

สามารถส่งคำสั่งสุดท้ายก่อนแยกไปทำงานเบื้องหลัง

/background ทำการทดสอบต่อให้เสร็จและสรุปปัญหาที่พบ

Alias คือ

/bg

/agents

เปิดหน้าจัดการ Agent Configuration

/agents

เหมาะกับผู้ที่สร้าง Custom Agents หรือใช้ Claude หลายบทบาท เช่น Builder, Tester และ Reviewer

/batch

ใช้กับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่สามารถแยกเป็นหน่วยงานอิสระได้

/batch ย้าย Component ใน src/ จาก Library เดิมไปยัง Design System ใหม่

Claude จะสำรวจ Codebase แยกงานเป็นหลายหน่วย เสนอแผน และเมื่ออนุมัติแล้วสามารถรัน Subagent แต่ละตัวใน Git Worktree แยกกัน

คำสั่งนี้ต้องใช้กับ Git Repository และเหมาะกับงานที่แบ่งขอบเขตได้จริง ไม่ควรใช้กับงานที่ทุกหน่วยต้องแก้ไฟล์ส่วนกลางชุดเดียวกัน เพราะอาจสร้าง Merge Conflict จำนวนมาก

คำสั่ง MCP, Plugin, Skills และ Hooks

/mcp

เปิดหน้าจัดการ MCP Server และการเชื่อมต่อ

/mcp

สามารถเปิดหรือปิด Server ได้ตามรูปแบบที่รองรับ

/mcp enable server-name
/mcp disable server-name
/mcp reconnect server-name

MCP ทำให้ Claude Code ใช้เครื่องมือและข้อมูลจากระบบภายนอก แต่ทุก Server ที่เพิ่มเข้ามาอาจขยายขอบเขตข้อมูลและการกระทำที่ Claude เข้าถึงได้ จึงควรติดตั้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้

/plugin

จัดการ Plugin

/plugin

หรือใช้ Subcommand เช่น

/plugin list
/plugin install
/plugin enable
/plugin disable

ความสามารถจริงของ Plugin ขึ้นอยู่กับ Plugin ที่ติดตั้ง

/skills

แสดง Skills ที่มีอยู่

/skills

Skills คือชุดคำแนะนำหรือ Workflow ที่ Claude เรียกใช้เมื่อเกี่ยวข้อง หรือผู้ใช้เรียกผ่านชื่อคำสั่งโดยตรง

เหมาะกับการสร้างขั้นตอนมาตรฐาน เช่น Code Review, Deployment Checklist หรือการสร้างเอกสารเฉพาะรูปแบบของทีม

/hooks

แสดง Hook Configuration

/hooks

ใช้ตรวจสอบว่า Event ใดมี Hook ทำงานอยู่ เช่น ก่อนใช้ Tool หลังแก้ไฟล์ หรือเมื่อ Session หยุด

คำสั่งนี้เหมาะกับการตรวจสอบและ Debug การตั้งค่า ไม่ได้หมายความว่า Hook ทุกตัวปลอดภัย Script ของ Hook ยังต้องได้รับการ Review เช่นเดียวกับโค้ดส่วนอื่น

คำสั่งวิเคราะห์ปัญหา Claude Code

/doctor

ตรวจสอบการติดตั้งและ Configuration

/doctor

เหมาะกับปัญหา เช่น

  • Claude Code เริ่มทำงานผิดปกติ
  • Integration ไม่เชื่อมต่อ
  • Settings มีปัญหา
  • คำสั่งบางอย่างใช้ไม่ได้
  • Environment ไม่ครบ

ในหน้าผลลัพธ์อาจมีตัวเลือกให้ Claude ช่วยแก้ปัญหาที่ตรวจพบ

/debug

เริ่มเก็บ Debug Log และช่วยวิเคราะห์ปัญหาใน Session

/debug

สามารถอธิบายปัญหาให้เจาะจง

/debug Hook ไม่ทำงานหลัง Claude แก้ไฟล์

หากปัญหาเกิดตั้งแต่ก่อนเปิด Session ควรเปิดด้วย Terminal Flag

claude --debug

หรือระบุไฟล์ Log

claude --debug-file /tmp/claude-debug.log

claude --safe-mode

เปิด Claude Code โดยปิด Customization จำนวนมาก เพื่อทดสอบว่าปัญหาเกิดจาก CLAUDE.md, Skills, Hooks, Plugins, MCP หรือ Configuration ที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่

claude --safe-mode

หาก Claude Code ทำงานปกติใน Safe Mode มีความเป็นไปได้ว่าปัญหาเกิดจาก Customization บางตัว ไม่ใช่ตัวติดตั้งหลัก

คำสั่งตรวจสอบการใช้งาน

/usage

แสดงการใช้งาน Session, Plan Limit และ Activity Stats ตามสิทธิ์ที่บัญชีรองรับ

/usage

Alias ได้แก่

/cost

และ

/stats

ข้อมูลที่แสดงอาจแตกต่างตามประเภทบัญชีและ Provider

/status

ดู Version, Model, Account และสถานะการเชื่อมต่อ

/status

ควรบันทึกข้อมูลส่วนนี้เมื่อส่ง Bug Report เพราะช่วยให้ระบุ Environment ที่เกิดปัญหาได้

คำสั่งลัดที่ไม่ใช่ Slash Command แต่ควรรู้

@ อ้างอิงไฟล์

พิมพ์ @ แล้วตามด้วยชื่อไฟล์

ตรวจสอบ @src/auth/login.ts และหา Edge Case

Claude Code จะแสดง File Autocomplete และนำไฟล์ที่เลือกมาเป็น Context

วิธีนี้แม่นยำกว่าการบอกว่า “ดูไฟล์ Login” โดยไม่ระบุ Path

! รัน Shell Command โดยตรง

พิมพ์ ! นำหน้าคำสั่ง

!git status

หรือ

!pnpm test

Output จะถูกเพิ่มเข้ามาใน Session และ Claude สามารถตอบสนองต่อผลลัพธ์นั้นได้

ก่อนใช้คำสั่งที่แก้ไขหรือลบข้อมูล ต้องตรวจสอบให้แน่ใจเช่นเดียวกับการรันใน Terminal ปกติ

Shift+Tab สลับ Permission Mode

ใช้หมุนเวียน Permission Mode ที่มีอยู่ใน Environment ปัจจุบัน เช่น Default, Auto Accept Edits หรือ Plan

เหมาะกับการเริ่มจาก Plan ก่อน แล้วเปลี่ยนไปอนุญาตให้ Claude Implement หลังตรวจแผนแล้ว

Ctrl+C

ใช้หยุด Operation ที่กำลังทำงาน หรือเคลียร์ข้อความใน Prompt

หากไม่มีงานกำลังรัน การกดครั้งแรกจะเคลียร์ Input และการกดอีกครั้งสามารถออกจาก Claude Code ได้

Ctrl+D

ออกจาก Claude Code ด้วย EOF Signal

Ctrl+B

ส่ง Bash Tool Invocation ที่กำลังทำงานไป Background

ผู้ใช้ tmux อาจต้องกด Ctrl+B ซ้ำ เนื่องจาก tmux ใช้คีย์นี้เป็น Prefix

Ctrl+R

ค้นหา Prompt หรือ Command History ย้อนหลัง

เหมาะกับการเรียก Prompt ที่เคยใช้กลับมาแก้ไข แทนการพิมพ์ใหม่ทั้งหมด

Workflow ตัวอย่างที่ใช้คำสั่งร่วมกัน

เริ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างปลอดภัย

เปิด Worktree พร้อม Plan Mode และตั้งชื่อ Session

claude -w feature-auth \
  -n "feature-auth" \
  --permission-mode plan

จากนั้นให้ Claude วิเคราะห์และเสนอแผน

วิเคราะห์ระบบ Authentication ปัจจุบัน
เสนอแผนเพิ่ม Login ด้วย Magic Link
ยังไม่ต้องแก้ไฟล์

เมื่อตรวจแผนแล้วจึงสลับ Mode ด้วย Shift+Tab

หลังทำงานเสร็จตรวจสอบตามลำดับ

/diff
/code-review
/security-review

จากนั้นรัน Test ที่เกี่ยวข้องก่อน Commit

Session เริ่มยาวและ Context ใกล้เต็ม

ตรวจสอบก่อนว่าอะไรใช้ Context

/context all

ถ้ายังเป็นงานเดิม ให้ Compact

/compact รักษา Architecture ข้อสรุป และรายการงานที่เหลือ

ถ้ากำลังจะเปลี่ยนไปทำงานคนละเรื่อง ให้ตั้งชื่อ Session แล้ว Clear

/rename completed-checkout-fix
/clear

Claude Code ทำงานผิดปกติหลังติดตั้ง Plugin

ตรวจสอบสถานะและ Configuration

/status
/doctor

ดู Plugin และ Hook ที่เปิดอยู่

/plugin list
/hooks

จากนั้นออกและเปิดใหม่ด้วย Safe Mode

claude --safe-mode

หาก Safe Mode ทำงานปกติ ให้ค่อย ๆ เปิด Customization กลับทีละตัวเพื่อหาสาเหตุ

ทำงานหลายเรื่องพร้อมกัน

เปิด Worktree แยก

claude -w feature-auth -n feature-auth
claude -w fix-checkout -n fix-checkout
claude -w api-tests -n api-tests

ถ้ามีงานวิเคราะห์ที่ไม่ต้องโต้ตอบมาก สามารถส่งเป็น Background Session

claude --bg \
  -n "security-audit" \
  "ตรวจสอบ Authentication Module และสรุปความเสี่ยง"

ติดตามทั้งหมดด้วย

claude agents

15 คำสั่งที่ควรจำก่อน

หากยังไม่ต้องการจำทั้งหมด ให้เริ่มจากรายการนี้

claude
เปิด Claude Code

claude -c
ทำ Session ล่าสุดต่อ

claude -r
เลือก Session เดิม

claude -p
รันครั้งเดียวแล้วจบ

claude -w
สร้าง Worktree แยก

/init
สร้าง CLAUDE.md เริ่มต้น

/plan
วางแผนก่อนแก้ไฟล์

/permissions
จัดการสิทธิ์

/context
ตรวจสอบ Context

/compact
ย่อ Context แล้วทำงานต่อ

/clear
เริ่ม Conversation ใหม่

/diff
ดูสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

/code-review
ตรวจ Bug และคุณภาพโค้ด

/rewind
ย้อนกลับไป Checkpoint

/doctor
ตรวจสอบการติดตั้งและ Configuration

คำสั่งที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

คำสั่งต่อไปนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งต้องห้าม แต่มีผลต่อความปลอดภัย ข้อมูล หรือขอบเขตการทำงานมากกว่าคำสั่งทั่วไป

--dangerously-skip-permissions

คำสั่งนี้ข้าม Permission Prompt และเทียบเท่าการเริ่มด้วย Permission Mode แบบ Bypass

claude --dangerously-skip-permissions

ไม่ควรใช้เป็นค่าปกติในเครื่องที่มีข้อมูลสำคัญ หรือในโปรเจกต์ที่ยังไม่เข้าใจคำสั่งและ Hook ทั้งหมด

--system-prompt

คำสั่งนี้แทนที่ Default System Prompt

claude --system-prompt "You are a Python expert"

ต่างจาก --append-system-prompt ซึ่งเพิ่มคำสั่งต่อท้าย Default Prompt

การแทนที่ System Prompt หมายถึง Default Tool Guidance, Safety Instructions และ Coding Convention บางส่วนไม่ได้ถูกเก็บไว้ ผู้ใช้จึงต้องรับผิดชอบ Context ที่จำเป็นเอง

สำหรับงานทั่วไปควรใช้

claude --append-system-prompt "Always use TypeScript"

มากกว่าการแทนที่ทั้งหมด

claude project purge

ใช้ลบ Local Claude Code State ของโปรเจกต์ เช่น Transcript, Task List, Debug Log และประวัติที่เกี่ยวข้อง

ควร Preview ก่อนด้วย

claude project purge ~/work/repo --dry-run

อย่าใช้ --yes หรือ --all จนกว่าจะตรวจสอบว่าต้องการลบข้อมูลใดจริง

อย่าจำคำสั่งจากบทความเพียงอย่างเดียว

Claude Code มีการอัปเดตบ่อย คำสั่งใหม่อาจถูกเพิ่ม พฤติกรรมอาจเปลี่ยน หรือคำสั่งบางตัวอาจถูกถอดออก

วิธีตรวจสอบที่ควรใช้คือ

claude -v

ตรวจ Version

/help

ดูคำสั่งใน Session ปัจจุบัน

/

เปิด Command Menu

และตรวจ Release Notes ด้วย

/release-notes

นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกคำสั่งจะปรากฏให้ผู้ใช้ทุกคน บางคำสั่งต้องใช้ระบบปฏิบัติการเฉพาะ แผน Claude.ai, GitHub CLI, Git Repository, Browser Integration หรือ Claude Code เวอร์ชันขั้นต่ำ

เป้าหมายจึงไม่ใช่การจำทุกคำสั่ง แต่คือการรู้ว่าคำสั่งแต่ละกลุ่มช่วยแก้ปัญหาอะไร

เมื่อเรารู้จักคำสั่งสำหรับจัดการ Session, Context, Permission, Review, Worktree และ Background Agents แล้ว Claude Code จะเปลี่ยนจาก Chatbot ใน Terminal ไปเป็นสภาพแวดล้อมทำงานที่สามารถวางแผน ลงมือ ตรวจสอบ ย้อนกลับ และประสาน AI หลายตัวได้อย่างเป็นระบบ

Logo

คอร์สเรียน