Skill360 Logo
Login
Marketing Prompt ChatGPT

30 Prompt ใช้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์และตั้งราคาสินค้าในยุค AI

Skill360 Team
25 มิถุนายน 2569
57 ครั้ง
30 Prompt ใช้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์และตั้งราคาสินค้าในยุค AI

การตั้งราคาในปัจจุบันไม่ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนบวกกำไร แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้า คุณค่าที่ส่งมอบ คู่แข่ง ช่องทางขาย ความผันผวนของต้นทุน และโมเดลราคาใหม่ เช่น Subscription, Usage-based, Hybrid และ Outcome-based ขณะเดียวกัน การใช้ Dynamic Pricing ควรมีมนุษย์กำกับและอธิบายเหตุผลของราคาได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า (BCG Global)

Prompt ทั้ง 30 ข้อออกแบบโดยกำหนดบทบาท ข้อมูลประกอบ งานที่ต้องทำ เงื่อนไข และรูปแบบผลลัพธ์ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ ChatGPT ตอบได้ตรงวัตถุประสงค์มากขึ้น (OpenAI Platform)

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนใช้งาน

คุณไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบทั้งหมด แต่ยิ่งให้ข้อมูลมาก ผลลัพธ์จะยิ่งนำไปใช้ได้จริง เช่น

ชื่อสินค้าและรายละเอียดสินค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ราคาปัจจุบัน ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ต้นทุนคงที่ ยอดขายเฉลี่ย จำนวนลูกค้า ราคาคู่แข่ง ช่องทางขาย ค่าธรรมเนียมส่วนลด เป้าหมายกำไร จุดเด่นของสินค้า และข้อจำกัดของธุรกิจ

คุณสามารถเพิ่มข้อความนี้ไว้ท้ายทุก Prompt ได้

หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามสร้างตัวเลขขึ้นเป็นข้อเท็จจริง ให้แยกเป็น “ข้อมูลจริง” “สมมติฐาน” และ “ข้อมูลที่ต้องเก็บเพิ่ม” แสดงสูตรคำนวณที่ใช้ และวิเคราะห์อย่างน้อย 3 สถานการณ์ ได้แก่ กรณีระมัดระวัง กรณีฐาน และกรณีเติบโต

กลุ่มที่ 1 วิเคราะห์ต้นทุน กำไร และกรอบราคา

1. สร้าง Pricing Brief ก่อนตั้งราคา

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มวิเคราะห์ราคาจากจุดใด

Prompt

คุณเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ราคา ช่วยสร้าง Pricing Brief สำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า]
ข้อมูลธุรกิจ: [รายละเอียด]
ลูกค้าเป้าหมาย: [รายละเอียด]
ราคาปัจจุบัน: [ราคา]
ต้นทุน: [รายละเอียด]
คู่แข่ง: [รายละเอียด]
เป้าหมายธุรกิจ: [กำไร/ยอดขาย/ส่วนแบ่งตลาด/สร้างลูกค้าใหม่]
วิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการตั้งราคา ข้อจำกัด ความเสี่ยง ข้อมูลที่ยังขาด และคำถามสำคัญที่ต้องตอบก่อนตัดสินใจ พร้อมเสนอแผนการวิเคราะห์ราคาตามลำดับความสำคัญ

วิธีใช้: ใช้เป็นคำสั่งแรกก่อนใช้ Prompt อื่น เพื่อให้ ChatGPT ช่วยวางกรอบปัญหาและชี้ว่าควรวิเคราะห์เรื่องใดต่อ



2. คำนวณต้นทุนที่แท้จริงต่อหน่วย

เหมาะกับ: ธุรกิจที่รู้เฉพาะต้นทุนสินค้า แต่ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายแฝง

Prompt

ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงต่อหน่วยของสินค้า [ชื่อสินค้า] จากข้อมูลต่อไปนี้
ต้นทุนวัตถุดิบ: [จำนวน]
ค่าแรง: [จำนวน]
บรรจุภัณฑ์: [จำนวน]
ค่าขนส่ง: [จำนวน]
ค่าธรรมเนียมช่องทางขาย: [จำนวนหรือเปอร์เซ็นต์]
ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ: [จำนวน]
อัตราสินค้าคืนหรือเสียหาย: [เปอร์เซ็นต์]
ต้นทุนคงที่ต่อเดือน: [จำนวน]
ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน: [จำนวนหน่วย]
คำนวณต้นทุนตรง ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่เฉลี่ย ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า และต้นทุนรวมต่อหน่วย พร้อมระบุราคาขายขั้นต่ำที่ไม่ขาดทุน

วิธีใช้: ใส่ต้นทุนให้ละเอียด โดยเฉพาะค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สินค้าคืน และส่วนลด เพราะมักเป็นต้นทุนที่ถูกมองข้าม



3. หาราคาที่ทำให้ได้กำไรตามเป้าหมาย

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีเป้าหมายกำไรชัดเจน

Prompt

สินค้า [ชื่อสินค้า] มีต้นทุนรวมต่อหน่วย [จำนวน] บาท ต้นทุนคงที่เดือนละ [จำนวน] บาท และคาดว่าจะขายได้ [จำนวน] หน่วยต่อเดือน
ช่วยคำนวณราคาขายที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายต่อไปนี้
  1. ไม่ขาดทุน
  2. กำไรขั้นต้น [เปอร์เซ็นต์]
  3. กำไรสุทธิ [เปอร์เซ็นต์]
  4. กำไรสุทธิเดือนละ [จำนวน] บาท
แสดงสูตร จุดคุ้มทุน จำนวนหน่วยที่ต้องขาย และผลกระทบหากยอดขายต่ำกว่าคาด 20% หรือสูงกว่าคาด 20%

วิธีใช้: เหมาะกับการเปรียบเทียบว่า “ราคาที่อยากขาย” สอดคล้องกับ “กำไรที่อยากได้” หรือไม่



4. วิเคราะห์ผลกระทบจากต้นทุนและสถานการณ์ปัจจุบัน

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากค่าขนส่ง ค่าเงิน วัตถุดิบ หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

Prompt

ช่วยสร้างแบบจำลองผลกระทบต่อราคาสินค้า [ชื่อสินค้า] เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้
ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น [เปอร์เซ็นต์]
ค่าแรงเพิ่มขึ้น [เปอร์เซ็นต์]
ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น [เปอร์เซ็นต์]
ค่าเงินเปลี่ยนแปลง [รายละเอียด]
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น [เปอร์เซ็นต์]
กำลังซื้อของลูกค้าลดลง [เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ]
วิเคราะห์อย่างน้อย 5 ทางเลือก ได้แก่ คงราคา ขึ้นราคา ลดปริมาณ ลดต้นทุน ปรับแพ็กเกจ และสร้างสินค้ารุ่นใหม่ พร้อมประเมินผลต่อกำไร ยอดขาย และภาพลักษณ์แบรนด์

วิธีใช้: เปลี่ยนสมมติฐานหลายรอบ เพื่อดูว่าปัจจัยใดส่งผลต่อกำไรมากที่สุด



5. กำหนด Price Floor, Target Price และ Price Ceiling

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ต้องการรู้ช่วงราคาที่ควรขาย ไม่ใช่เพียงราคาเดียว

Prompt

ช่วยกำหนดกรอบราคาของสินค้า [ชื่อสินค้า] โดยแบ่งเป็น
Price Floor: ราคาต่ำสุดที่ยังดำเนินธุรกิจได้
Target Price: ราคาที่เหมาะกับกำไรและตำแหน่งทางการตลาด
Price Ceiling: ราคาสูงสุดที่ลูกค้ามีแนวโน้มยอมรับ
ใช้ข้อมูลต้นทุน [ข้อมูล] คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ [ข้อมูล] ราคาคู่แข่ง [ข้อมูล] กลุ่มลูกค้า [ข้อมูล] และภาพลักษณ์แบรนด์ [ข้อมูล]
อธิบายเหตุผลของแต่ละระดับราคา พร้อมระบุเงื่อนไขที่ทำให้สามารถตั้งราคาใกล้ Price Ceiling ได้

วิธีใช้: นำช่วงราคาที่ได้ไปใช้กำหนดราคาปกติ ราคาโปรโมชั่น และราคาสำหรับตัวแทนจำหน่าย

กลุ่มที่ 2 ตั้งราคาจากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ

6. วิเคราะห์ Value-based Pricing

เหมาะกับ: สินค้าที่มีความแตกต่างและสร้างผลลัพธ์ให้ลูกค้าได้ชัดเจน

Prompt

คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Value-based Pricing ช่วยวิเคราะห์ว่าสินค้า [ชื่อสินค้า] สร้างคุณค่าอะไรให้ลูกค้า
ปัญหาของลูกค้า: [รายละเอียด]
ผลลัพธ์ที่สินค้าให้ได้: [รายละเอียด]
วิธีแก้ปัญหาเดิมของลูกค้า: [รายละเอียด]
ราคาหรือความเสียหายจากการไม่แก้ปัญหา: [จำนวนหรือคำอธิบาย]
แปลงคุณค่าเป็นมูลค่าทางการเงิน เวลา ความสะดวก ความเสี่ยง และความรู้สึก จากนั้นเสนอช่วงราคาที่สัมพันธ์กับคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่คำนวณจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว

วิธีใช้: เหมาะกับบริการที่ปรึกษา ซอฟต์แวร์ คอร์สเรียน สินค้าพรีเมียม และสินค้าที่ช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้า



7. ประเมินความเต็มใจจ่ายของลูกค้า

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ยังไม่มีข้อมูล Willingness to Pay

Prompt

ช่วยสร้างสมมติฐานความเต็มใจจ่ายของลูกค้าสำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า]
กลุ่มเป้าหมาย: [รายละเอียด]
รายได้หรือกำลังซื้อ: [รายละเอียด]
ปัญหาที่ต้องการแก้: [รายละเอียด]
ความถี่ในการใช้งาน: [รายละเอียด]
ราคาทางเลือกอื่น: [รายละเอียด]
แบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มความเต็มใจจ่ายต่ำ กลาง และสูง ระบุเหตุผลที่แต่ละกลุ่มยอมจ่ายไม่เท่ากัน พร้อมออกแบบคำถามสัมภาษณ์ลูกค้าและแบบสำรวจราคาเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน

วิธีใช้: ใช้ผลลัพธ์ไปสัมภาษณ์ลูกค้าจริง ไม่ควรใช้คำตอบของ AI แทนข้อมูลจากตลาดทั้งหมด



8. ออกแบบราคาตาม Customer Segment

เหมาะกับ: สินค้าเดียวกันแต่มีลูกค้าหลายกลุ่ม

Prompt

สินค้า [ชื่อสินค้า] มีลูกค้าอย่างน้อย [จำนวน] กลุ่ม ได้แก่ [ระบุกลุ่ม]
ช่วยวิเคราะห์แต่ละกลุ่มในด้านปัญหา กำลังซื้อ ความเร่งด่วน คุณค่าที่ต้องการ ความไวต่อราคา และต้นทุนในการให้บริการ
จากนั้นออกแบบข้อเสนอและราคาที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม โดยหลีกเลี่ยงการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน พร้อมเสนอวิธีแยกแพ็กเกจอย่างโปร่งใส

วิธีใช้: ควรแยกราคาด้วยคุณสมบัติ ปริมาณ บริการ หรือระดับผลลัพธ์ ไม่ใช่เปลี่ยนราคาอย่างลับ ๆ ตามตัวบุคคล



9. วิเคราะห์ Jobs to Be Done และสินค้าทดแทน

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มองคู่แข่งเฉพาะสินค้าประเภทเดียวกัน

Prompt

วิเคราะห์สินค้า [ชื่อสินค้า] ด้วยแนวคิด Jobs to Be Done
ลูกค้าซื้อสินค้านี้เพื่อทำงานอะไรให้สำเร็จ
ลูกค้าต้องการผลลัพธ์ด้านการใช้งาน อารมณ์ และสังคมอย่างไร
ลูกค้าใช้วิธีใดแทนได้บ้าง แม้ว่าจะไม่ใช่สินค้าประเภทเดียวกัน
เปรียบเทียบต้นทุนรวม ความสะดวก ความเสี่ยง และผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือก แล้วเสนอราคาที่ทำให้สินค้าของเราดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับทางเลือกทั้งหมด

วิธีใช้: ตัวอย่างเช่น คู่แข่งของคอร์สเรียนอาจไม่ใช่เพียงคอร์สอื่น แต่รวมถึง YouTube หนังสือ การลองผิดลองถูก และการจ้างผู้เชี่ยวชาญ



10. แปลงคุณสมบัติสินค้าเป็นเหตุผลรองรับราคา

เหมาะกับ: สินค้ามีจุดเด่นมาก แต่ลูกค้าไม่เข้าใจว่าทำไมราคาสูงกว่า

Prompt

ช่วยแปลงคุณสมบัติของสินค้า [ชื่อสินค้า] ต่อไปนี้ให้เป็นคุณค่าที่ลูกค้าเข้าใจได้
คุณสมบัติ: [รายการคุณสมบัติ]
ราคาสินค้า: [ราคา]
ราคาคู่แข่ง: [ราคา]
สำหรับแต่ละคุณสมบัติ ให้เชื่อมโยงเป็น Feature → Functional Benefit → Emotional Benefit → Financial Value → เหตุผลที่รองรับราคา
จากนั้นเขียน Value Story สำหรับใช้ในหน้าขาย พนักงานขาย และการตอบคำถามว่า “ทำไมแพงกว่า”

วิธีใช้: เหมาะมากก่อนขึ้นราคา หรือเมื่อต้องขายสินค้าที่แพงกว่าคู่แข่ง

กลุ่มที่ 3 วิเคราะห์คู่แข่ง ตลาด และเทคโนโลยี

11. สำรวจราคาคู่แข่งด้วยข้อมูลล่าสุด

เหมาะกับ: ต้องการ Benchmark ราคาตลาดในปัจจุบัน

Prompt

ช่วยสำรวจราคาคู่แข่งของสินค้า [ประเภทสินค้า] ในตลาด [ประเทศหรือพื้นที่] โดยใช้ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ [วันที่วิเคราะห์]
เปรียบเทียบอย่างน้อย [จำนวน] แบรนด์ ในด้านราคาปกติ ราคาโปรโมชั่น ปริมาณสินค้า คุณสมบัติ การรับประกัน บริการเสริม ค่าขนส่ง รูปแบบสมาชิก และเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่
คำนวณราคาต่อหน่วยและต้นทุนรวมของลูกค้า พร้อมระบุแหล่งข้อมูลและวันที่ตรวจสอบ ห้ามเปรียบเทียบราคาตรง ๆ หากขนาดแพ็กเกจหรือคุณสมบัติไม่เท่ากัน

วิธีใช้: เปิดความสามารถค้นหาเว็บและระบุประเทศ ช่องทาง หรือเว็บไซต์ที่ต้องการสำรวจให้ชัดเจน



12. สร้าง Price–Value Positioning Map

เหมาะกับ: ต้องการเลือกว่าจะเป็นแบรนด์ประหยัด คุ้มค่า หรือพรีเมียม

Prompt

สร้างแผนที่ตำแหน่งทางการตลาดของสินค้า [ชื่อสินค้า] และคู่แข่ง [รายชื่อ] โดยใช้แกน
แกน X: ระดับราคา
แกน Y: คุณค่าหรือคุณภาพที่ลูกค้ารับรู้
ให้คะแนนแต่ละแบรนด์จากข้อมูลที่ให้ พร้อมอธิบายเหตุผล ระบุพื้นที่ว่างในตลาด และเสนอ 3 ทางเลือกในการวางตำแหน่งสินค้า ได้แก่ ราคาต่ำกว่าแต่คุ้มกว่า ราคาใกล้เคียงแต่เด่นกว่า และราคาสูงกว่าแบบพรีเมียม

วิธีใช้: ใช้ร่วมกับรีวิวลูกค้าและข้อมูลคุณสมบัติจริง เพื่อไม่ให้คะแนนคุณค่าจากความคิดเห็นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว



13. วิเคราะห์ผลกระทบจาก AI และสินค้าที่เริ่มกลายเป็น Commodity

เหมาะกับ: ธุรกิจบริการ คอนเทนต์ ซอฟต์แวร์ การตลาด และงานที่ AI ทำแทนได้บางส่วน

Prompt

วิเคราะห์ว่า AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีใหม่กำลังส่งผลต่อราคาของสินค้า/บริการ [ชื่อ] อย่างไร
ระบุส่วนที่ AI ทำให้ต้นทุนลดลง ส่วนที่ลูกค้าอาจไม่ยอมจ่ายเหมือนเดิม ส่วนที่ยังต้องใช้ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ และคุณค่าใหม่ที่สามารถคิดราคาเพิ่มได้
สร้างสถานการณ์ในระยะ 6 เดือน 1 ปี และ 3 ปี พร้อมเสนอว่าควรลดราคา คงราคา เพิ่มคุณค่า เปลี่ยนวิธีคิดราคา หรือสร้างแพ็กเกจใหม่อย่างไร

วิธีใช้: อย่าใช้ Prompt นี้เพื่อถามเพียงว่า “AI จะมาแทนหรือไม่” แต่ให้ใส่ขั้นตอนการทำงานและต้นทุนของธุรกิจจริงด้วย



14. วิเคราะห์ราคาในสถานการณ์เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

เหมาะกับ: สินค้าที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือค่าเงิน

Prompt

ช่วยวิเคราะห์กลยุทธ์ราคาของสินค้า [ชื่อสินค้า] ภายใต้ 3 สถานการณ์
  1. เศรษฐกิจชะลอตัวและลูกค้าระวังการใช้จ่าย
  2. เศรษฐกิจทรงตัว
  3. เศรษฐกิจฟื้นตัวและความต้องการเพิ่มขึ้น
สำหรับแต่ละสถานการณ์ ให้เสนอราคาปกติ แพ็กเกจ ขนาดสินค้า โปรโมชั่น เงื่อนไขชำระเงิน และข้อความสื่อสารที่เหมาะสม พร้อมระบุสัญญาณที่ธุรกิจควรติดตามเพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์

วิธีใช้: ใช้สร้างแผนสำรอง ไม่ควรปรับราคาโดยดูตัวเลขเศรษฐกิจเพียงตัวเดียว



15. ออกแบบราคาสำหรับหลายช่องทางขาย

เหมาะกับ: ขายผ่านเว็บไซต์ Marketplace หน้าร้าน ตัวแทน และ Social Commerce พร้อมกัน

Prompt

ช่วยออกแบบโครงสร้างราคาสำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า] ในช่องทางต่อไปนี้
เว็บไซต์ของแบรนด์
Marketplace
Social Commerce หรือ Live Commerce
หน้าร้าน
ตัวแทนจำหน่าย
ลูกค้าองค์กร
พิจารณาค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ส่วนลด และระดับบริการของแต่ละช่องทาง พร้อมเสนอวิธีรักษากำไรและลดความขัดแย้งด้านราคาระหว่างช่องทาง

วิธีใช้: ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาเท่ากันทุกช่องทาง แต่ควรทำให้คุณค่ารวมและเงื่อนไขแตกต่างกันอย่างอธิบายได้

กลุ่มที่ 4 ออกแบบโมเดลราคาใหม่

16. สร้างแพ็กเกจ Good–Better–Best

เหมาะกับ: ต้องการเพิ่มทางเลือกและเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ

Prompt

ช่วยออกแบบแพ็กเกจ Good–Better–Best สำหรับสินค้า/บริการ [ชื่อ]
ต้นทุนพื้นฐาน: [ข้อมูล]
คุณสมบัติทั้งหมด: [ข้อมูล]
กลุ่มลูกค้า: [ข้อมูล]
ราคาที่กำลังพิจารณา: [ข้อมูล]
กำหนดชื่อแพ็กเกจ คุณสมบัติ ข้อจำกัด ราคา ต้นทุน กำไร และลูกค้าที่เหมาะกับแต่ละแพ็กเกจ พร้อมอธิบายว่าจะทำให้แพ็กเกจกลางเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลได้อย่างไรโดยไม่หลอกลูกค้า

วิธีใช้: แพ็กเกจต้องแตกต่างกันในเรื่องที่ลูกค้าให้คุณค่าจริง ไม่ควรเพิ่มคุณสมบัติที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่อสร้างราคาเปรียบเทียบ



17. วิเคราะห์การขายแบบ Bundle และ Unbundle

เหมาะกับ: มีสินค้าหลายรายการหรือมีบริการเสริม

Prompt

วิเคราะห์ว่าสินค้า [รายการสินค้า] ควรขายแยกหรือรวมเป็น Bundle
คำนวณต้นทุน ราคาขายเดี่ยว มูลค่ารวม ส่วนลด Bundle กำไรต่อชุด และโอกาสเพิ่มยอดซื้อต่อครั้ง
เสนอ Bundle อย่างน้อย 5 รูปแบบ เช่น Starter Bundle, Problem-solving Bundle, Premium Bundle, Refill Bundle และ Cross-sell Bundle พร้อมระบุว่ารูปแบบใดอาจลดกำไรหรือแย่งยอดขายสินค้าหลัก

วิธีใช้: ใส่ข้อมูลว่าสินค้าใดมักถูกซื้อพร้อมกัน เพื่อช่วยออกแบบชุดที่เกิดจากพฤติกรรมจริง



18. ออกแบบ Subscription หรือ Membership

เหมาะกับ: สินค้าที่ซื้อซ้ำ บริการต่อเนื่อง หรือธุรกิจที่ต้องการรายได้ประจำ

Prompt

ประเมินว่าสินค้า/บริการ [ชื่อ] เหมาะกับ Subscription หรือ Membership หรือไม่
วิเคราะห์ความถี่ในการใช้งาน อัตราการซื้อซ้ำ คุณค่าต่อเนื่อง ต้นทุนบริการ ความเสี่ยงที่ลูกค้าจะยกเลิก และความสามารถในการสร้างความแตกต่าง
หากเหมาะสม ให้ออกแบบแพ็กเกจรายเดือน รายไตรมาส และรายปี พร้อมราคา สิทธิประโยชน์ ส่วนลด ระยะคุ้มทุน และมาตรการลดการยกเลิกสมาชิก

วิธีใช้: อย่าสร้างสมาชิกด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียว ควรมีความสะดวก สิทธิพิเศษ หรือบริการต่อเนื่องที่ลูกค้าเห็นคุณค่า



19. ออกแบบ Usage-based หรือ Hybrid Pricing

เหมาะกับ: SaaS แพลตฟอร์ม บริการ AI API Cloud หรือบริการที่ต้นทุนเปลี่ยนตามการใช้งาน

Prompt

ช่วยออกแบบโมเดล Usage-based Pricing สำหรับ [ชื่อบริการ]
หน่วยการใช้งานที่วัดได้: [ครั้ง/ผู้ใช้/ข้อความ/Token/พื้นที่จัดเก็บ/งานที่สำเร็จ]
ต้นทุนต่อหน่วย: [ข้อมูล]
รูปแบบการใช้งานของลูกค้า: [ข้อมูล]
เปรียบเทียบ Pay-as-you-go, Prepaid Credit, Fixed Fee + Overage, Tiered Usage และ Hybrid Subscription
เสนอ Value Metric ที่ลูกค้าเข้าใจ ควบคุม และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ พร้อมออกแบบราคาและระบบแจ้งเตือนการใช้งาน

วิธีใช้: เลือกหน่วยคิดราคาที่สัมพันธ์กับคุณค่าของลูกค้า ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะระบบวัดได้ง่าย



20. ออกแบบ Outcome-based Pricing

เหมาะกับ: บริการที่สามารถวัดผลลัพธ์ได้ เช่น เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน หรือแก้ปัญหาให้สำเร็จ

Prompt

ประเมินความเป็นไปได้ของ Outcome-based Pricing สำหรับบริการ [ชื่อบริการ]
ผลลัพธ์ที่ต้องการ: [รายละเอียด]
วิธีวัดผล: [รายละเอียด]
Baseline ก่อนเริ่มงาน: [ข้อมูล]
ปัจจัยที่ผู้ให้บริการควบคุมได้และควบคุมไม่ได้: [ข้อมูล]
ออกแบบราคาแบบค่าบริการพื้นฐาน ค่าตามผลงาน และเพดานค่าบริการ พร้อมกำหนดนิยามความสำเร็จ วิธีตรวจสอบผล และแนวทางลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

วิธีใช้: เหมาะเมื่อผลลัพธ์วัดได้ชัดเจนและทั้งสองฝ่ายเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน

กลุ่มที่ 5 ใช้จิตวิทยาราคาและบริหารโปรโมชั่น

21. ออกแบบ Price Anchoring และ Decoy อย่างโปร่งใส

เหมาะกับ: มีหลายแพ็กเกจและต้องการช่วยให้ลูกค้าเปรียบเทียบง่ายขึ้น

Prompt

ช่วยออกแบบการนำเสนอราคาโดยใช้ Price Anchoring และ Decoy Effect สำหรับสินค้า [ชื่อ]
แพ็กเกจและต้นทุน: [ข้อมูล]
กลุ่มลูกค้า: [ข้อมูล]
แพ็กเกจที่ธุรกิจต้องการผลักดัน: [ข้อมูล]
เสนอรูปแบบเปรียบเทียบราคา 3 แบบ พร้อมอธิบายว่าลูกค้าจะรับรู้ความคุ้มค่าอย่างไร โดยทุกแพ็กเกจต้องซื้อได้จริง มีคุณค่าจริง และไม่มีราคาหลอกหรือส่วนลดที่สร้างขึ้นเพื่อชี้นำอย่างไม่เป็นธรรม

วิธีใช้: ใช้เพื่อทำให้ทางเลือกชัดเจน ไม่ใช่ใช้สร้างตัวเลือกที่แย่โดยเจตนาเพื่อหลอกให้ลูกค้าซื้อแพ็กเกจอื่น



22. สร้างกฎส่วนลดโดยไม่ทำลายกำไร

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ลดราคาบ่อยหรือพนักงานขายขอส่วนลดตลอดเวลา

Prompt

ช่วยสร้าง Discount Guardrails สำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า]
ราคาปกติ: [ราคา]
ต้นทุนรวม: [ต้นทุน]
กำไรขั้นต่ำที่ยอมรับได้: [เปอร์เซ็นต์]
กลุ่มลูกค้าและปริมาณซื้อ: [ข้อมูล]
กำหนดส่วนลดสูงสุดตามจำนวนซื้อ ประเภทลูกค้า ระยะเวลาชำระเงิน และอายุสินค้า พร้อมสร้างตารางอำนาจอนุมัติส่วนลด และเสนอสิ่งที่ควรให้แทนการลดราคา เช่น ของแถม บริการเพิ่ม หรือเครดิตครั้งต่อไป

วิธีใช้: เหมาะสำหรับสร้างมาตรฐานให้ทีมขายและป้องกันไม่ให้แต่ละคนเสนอราคาไม่เท่ากันโดยไม่มีเหตุผล



23. วางราคาเปิดตัวสินค้าใหม่

เหมาะกับ: สินค้าใหม่ที่ยังไม่มีข้อมูลยอดขายจริง

Prompt

ช่วยเปรียบเทียบกลยุทธ์ราคาเปิดตัวสำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า] ระหว่าง
Penetration Pricing
Price Skimming
Introductory Price
Founding Customer Price
Pre-order Price
Premium Launch
ใช้ข้อมูลตลาด [ข้อมูล] ต้นทุน [ข้อมูล] ความแตกต่าง [ข้อมูล] กำลังการผลิต [ข้อมูล] และเป้าหมายการเปิดตัว [ข้อมูล]
ประเมินข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง และเงื่อนไขในการเปลี่ยนจากราคาเปิดตัวเป็นราคาปกติ

วิธีใช้: ต้องกำหนดวันสิ้นสุดหรือเงื่อนไขของราคาเปิดตัวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ลูกค้ายึดราคาโปรโมชั่นเป็นราคาจริง



24. วางแผนขึ้นราคาโดยลดการสูญเสียลูกค้า

เหมาะกับ: ต้นทุนเพิ่ม สินค้าพัฒนาขึ้น หรือราคาเดิมต่ำเกินไป

Prompt

ช่วยวางแผนขึ้นราคาสินค้า/บริการ [ชื่อ] จาก [ราคาเดิม] เป็นช่วงราคา [ราคาที่พิจารณา]
วิเคราะห์เหตุผลรองรับราคาใหม่ ผลกระทบต่อลูกค้าแต่ละกลุ่ม ความเสี่ยงที่ลูกค้าจะยกเลิก และผลต่อกำไร
เสนอทางเลือกขึ้นราคาครั้งเดียว ทยอยขึ้น แยกแพ็กเกจ และคงราคาเดิมแต่ลดขอบเขตบริการ พร้อมเขียนข้อความประกาศขึ้นราคาที่ตรงไปตรงมาและเน้นคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ

วิธีใช้: ทดลองคำนวณหลายระดับ เช่น ขึ้น 5%, 10% และ 15% แล้วเปรียบเทียบจำนวนลูกค้าที่ธุรกิจสามารถเสียได้โดยกำไรรวมไม่ลดลง



25. ออกแบบโปรโมชั่นที่เพิ่มกำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

เหมาะกับ: วางแผนแคมเปญเทศกาล Payday หรือ Mega Campaign

Prompt

ช่วยออกแบบโปรโมชั่นสำหรับสินค้า [ชื่อสินค้า] โดยมีเป้าหมาย [หาลูกค้าใหม่/เพิ่มยอดต่อบิล/ระบายสินค้า/ซื้อซ้ำ]
ราคาปกติ: [ราคา]
ต้นทุน: [ต้นทุน]
ยอดขายปกติ: [จำนวน]
งบโฆษณา: [จำนวน]
เปรียบเทียบส่วนลดตรง ซื้อจำนวนมากราคาพิเศษ ของแถม Bundle ส่งฟรี Cashback และคูปองครั้งถัดไป
คำนวณยอดขายขั้นต่ำที่ต้องเพิ่มเพื่อชดเชยกำไรต่อหน่วยที่ลดลง และจัดอันดับโปรโมชั่นตามกำไรสุทธิ

วิธีใช้: กำหนดเป้าหมายโปรโมชั่นก่อนเสมอ เพราะโปรโมชั่นสำหรับหาลูกค้าใหม่ไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับโปรโมชั่นระบายสินค้า

กลุ่มที่ 6 ใช้ข้อมูล AI และการทดลองช่วยตัดสินใจ

26. วิเคราะห์ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา

เหมาะกับ: มีข้อมูลราคาและยอดขายย้อนหลัง

Prompt

วิเคราะห์ Price Elasticity ของสินค้า [ชื่อสินค้า] จากข้อมูลต่อไปนี้
[วางตารางวันที่ ราคา ส่วนลด ยอดขาย ช่องทาง งบโฆษณา และเหตุการณ์พิเศษ]
ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างราคากับจำนวนขาย แยกผลของโปรโมชั่น ฤดูกาล และงบโฆษณาออกจากผลของราคาเท่าที่ข้อมูลอนุญาต
ประเมินว่าการขึ้นหรือลดราคา 1%, 5% และ 10% อาจกระทบยอดขาย รายได้ และกำไรอย่างไร พร้อมระบุข้อจำกัดของข้อมูล

วิธีใช้: ใช้ข้อมูลหลายช่วงราคา หากมีราคาเดียวตลอด ChatGPT จะไม่สามารถประเมินความไวต่อราคาได้อย่างน่าเชื่อถือ



27. ออกแบบ A/B Test สำหรับราคา

เหมาะกับ: ต้องการทดสอบก่อนเปลี่ยนราคาทั้งตลาด

Prompt

ช่วยออกแบบการทดลอง A/B Test สำหรับราคาสินค้า [ชื่อสินค้า]
ราคาปัจจุบัน: [ราคา]
ราคาที่ต้องการทดสอบ: [ราคา]
จำนวนผู้เข้าชมหรือลูกค้าต่อเดือน: [จำนวน]
Conversion Rate ปัจจุบัน: [เปอร์เซ็นต์]
กำหนดสมมติฐาน กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง ระยะเวลาทดสอบ ตัวชี้วัดหลัก ตัวชี้วัดป้องกันผลเสีย และเกณฑ์ตัดสินใจ
พิจารณารายได้ กำไร Conversion Rate มูลค่าต่อคำสั่งซื้อ อัตราคืนสินค้า และการซื้อซ้ำ ไม่ตัดสินจากยอดขายเพียงตัวเดียว

วิธีใช้: ไม่ควรแสดงราคาต่างกันแก่ลูกค้าที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันโดยไม่มีเหตุผล ควรทดสอบอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎของช่องทางขาย



28. สร้างกฎ Dynamic Pricing ที่มีขอบเขตควบคุม

เหมาะกับ: โรงแรม บริการจอง สินค้าที่มีวันหมดอายุ หรือธุรกิจที่อุปสงค์เปลี่ยนเร็ว

Prompt

ช่วยออกแบบระบบ Dynamic Pricing สำหรับ [สินค้า/บริการ] โดยใช้ตัวแปรต่อไปนี้
จำนวนสินค้าคงเหลือ
ระยะเวลาก่อนหมดอายุหรือวันให้บริการ
ระดับความต้องการ
ต้นทุน
กำลังการให้บริการ
ฤดูกาล
กำหนดราคาต่ำสุด ราคาสูงสุด ความถี่ในการปรับราคา เงื่อนไขที่ต้องให้มนุษย์อนุมัติ และเหตุการณ์ที่ระบบต้องหยุดปรับราคา
ห้ามใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนหรือพฤติกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อเรียกเก็บราคาที่ไม่เป็นธรรม

วิธีใช้: เริ่มจาก Rule-based Pricing ที่ตรวจสอบได้ ก่อนนำ Machine Learning หรือ AI มาปรับราคาอัตโนมัติเต็มรูปแบบ



29. ออกแบบ Pricing Dashboard และ AI Pricing Agent

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีสินค้าและช่องทางจำนวนมาก

Prompt

ช่วยออกแบบ Pricing Dashboard และ AI Pricing Agent สำหรับธุรกิจ [ประเภทธุรกิจ]
ข้อมูลที่มี: [ยอดขาย ต้นทุน สต๊อก คู่แข่ง โปรโมชั่น ช่องทาง ลูกค้า]
ระบุ KPI ที่ต้องติดตาม แหล่งข้อมูล ความถี่ในการอัปเดต Alert ที่ต้องแจ้ง และคำแนะนำที่ AI ควรสร้าง
แบ่งการทำงานเป็น 3 ระดับ ได้แก่
  1. AI วิเคราะห์และรายงาน
  2. AI เสนอราคาแต่ให้มนุษย์อนุมัติ
  3. AI ปรับราคาได้ภายในกรอบที่กำหนด
สร้าง Workflow และ Human Checkpoint สำหรับแต่ละระดับ

วิธีใช้: เหมาะกับการพัฒนาเป็น Custom GPT หรือระบบ Agent โดยควรเริ่มจากการแนะนำราคา ไม่ใช่ให้ AI เปลี่ยนราคาเองทันที



30. ให้ AI ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบราคา

เหมาะกับ: ใช้ก่อนตัดสินใจประกาศราคาใหม่

Prompt

คุณเป็นคณะกรรมการตรวจสอบกลยุทธ์ราคา ประกอบด้วย CFO นักการตลาด ฝ่ายขาย นักวิจัยลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล และผู้แทนลูกค้า
ข้อเสนอราคาของเรา: [รายละเอียดราคาและแพ็กเกจ]
ข้อมูลประกอบ: [ต้นทุน ลูกค้า คู่แข่ง ยอดขาย และเป้าหมาย]
ให้แต่ละบทบาทวิจารณ์ข้อเสนอราคา ระบุข้อดี ข้อเสีย สมมติฐานที่อ่อนแอ ความเสี่ยงต่อกำไร ความเสี่ยงต่อแบรนด์ และข้อโต้แย้งจากลูกค้า
จากนั้นทำ Red Team Analysis เสนอทางเลือกที่ดีกว่า และสรุปคำตัดสินเป็น Go, Revise หรือ No-go พร้อมเหตุผลและเงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบก่อนดำเนินการ

วิธีใช้: ใช้เป็น Prompt สุดท้ายหลังจากวิเคราะห์ต้นทุน ลูกค้า คู่แข่ง และทดลองราคาแล้ว เพื่อป้องกันการตัดสินใจจากมุมมองเดียว

วิธีใช้งาน Prompt ชุดนี้ให้เกิดผลจริง

ไม่ควรใช้ทั้ง 30 Prompt พร้อมกันในข้อความเดียว คุณควรเริ่มจาก Prompt 1 เพื่อสร้างกรอบการวิเคราะห์ จากนั้นใช้ Prompt 2–5 ตรวจสอบต้นทุนและกำไร ใช้ Prompt 6–15 วิเคราะห์ลูกค้าและตลาด เลือกโมเดลราคาจาก Prompt 16–20 แล้วจึงใช้ Prompt 21–29 ออกแบบการนำไปใช้และทดลองจริง

ขั้นตอนสุดท้ายควรนำผลทั้งหมดเข้าสู่ Prompt 30 เพื่อให้ AI ตรวจสอบข้อเสนอราคาอีกครั้ง แต่การตัดสินใจจริงควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลยอดขาย การสัมภาษณ์ลูกค้า การทดลองตลาด และข้อจำกัดของธุรกิจ ไม่ควรให้ ChatGPT เป็นผู้กำหนดราคาจากสมมติฐานเพียงอย่างเดียวครับ

Logo

คอร์สเรียน